มากิ คาเฟ่ มากิ คาเฟ่ ร้านตาเฟ่ตั้งอยู่ใน  สะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เป็นร้านอาหารคาเฟ่ของมุสลิมในจังหวัดยะลา โดยร้านจะครอบคลุมอาหารทุกประเภทเลย ที่มีทั้งอาหารหลากหลายสไตล์ให้เลือกรับประทาน อาหารตะวันตก อาหารญี่ปุ่น อาหารอีสาน อาหารจานเดียวเเละรวมถึงเครื่องดื่มชาต่างๆ เเละของหวานบิงซู บรรยากาศภายในร้านติดเเอร์ตกเเต่งด้วยโต๊ะไม้อย่างสวยงาม เมนูที่เเนะนำของทางร้าน ซูชิปลาเเซลมอน ลาบไก่ กะเพราเนื้อโคขุน สเต็กเนื้อ

[506/0][2023-06-28]

Shabu Za Shabu Za ร้านชาบูตั้งอยู่ใน 519 ถ ถนน ผังเมือง 4 สะเตง อ.เมือง จังหวัดยะลา เป็นร้านชาบูบุพเฟ่ต์ที่อร่อยจนต้องมาซ้ำกันอีกรอบ วัตถุดิบสดใหม่ทุกวันมีเมนูให้เลือกรับประทานได้มากมาย หมู ไก่ เนื้อ ทะเล กุ้งเเม่น้ำ ปลาหมึก ราคาสบายกระเป๋าตัง ทานได้ไม่อั้นในเวลา 1 ชม.30 นาทั ราคาเริ่มต้นที่ผู้ใหญ่ 299/319 เด็ก สูงไม่เกิน 90 ซม.ทานฟรี สูง 91 - 120 ซม. ราคา 179 บาท บรรยากาศภายในร้านเป็นแบบเรียบง่ายสไตล์ชาบู เมนูที่เเนะนำของทางร้าน  ชาบูเนื้อหมักหมูหมัก

[585/0][2023-06-27]

ร้านก๋วยจั๊บหมูกรอบเฮียสุย ร้านก๋วยจั๊บหมูกรอบเฮียสุย ร้านอาหารตั้งอยู่ใน 4 คชเสนี อ.เมือง, จังหวัดยะลา เป็นร้านก๋วยจั๊บหมูกรอบยอดนิยมของคนในจังหวัดยะลา ร้านก๋วยจั๊บหมูกรอบสูตรเด็ดที่มีตำนานมากว่า 40 ปี รสชาติอร่อยกลมกล่อมโดยที่มีจุดเด่นคือหมูกรอบของทางร้านที่ทั้งกรอบหนานุ้ม บรรยากาศร้านเรียบง่ายสบายๆชิลๆ เมนูที่เเนะนำของทางร้าน  ก๋วยจั๊บหมูกรอบพิเศษ

[556/0][2023-06-27]

แลผาบ้านหน้าถ้ำ แลผาบ้านหน้าถ้ำ ร้านอาหารตั้งอยู่ใน หมู่ที่ 1 9/9 ตำบล หน้าถ้ำ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เป็นร้านอาหารไทยที่มีเมนูอาหารให้เลิอกหลากหลายมากมาย เเละจุดเด่นที่สุดของร้านแลผาบ้านหน้าถ้ำเลยคือ วิวภูเขาที่สวยงามราวกับภาพวาด บรรยากาศสาวยงามเเม่น้ำไหลผ่านอาหาศดีชิลๆ เมนูที่เเนะนำของทางร้าน  ไก่แดดเดียว ลาบหมูทอด น้ำพริกผักสด หมูสามชั้นคั่วพริกเกลือ

[487/0][2023-06-27]

ครัวนิจยะลา ครัวนิจยะลา ร้านตั้งอยู่ใน 12 ถ. ไชยจรัส สะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เป็นร้านอาหารขายเหนียวแก้วเจ้าเก่าของจังหวัดยะลา โดยเอกลักษณ์เด่นๆของข้าวเหนียวร้านนี้คือมีข้าวเหนียวที่หลากสีให้เลิอกที่หลากหลาย โดยข้าวเหนียวหอมสุกกำลังดี นุ่มมีรสชาติหวาน บรรยากาศภายในร้านเป็นเเบบเรียบง่ายชิลๆ เมนูที่เเนะนำของทางร้าน ข้าวเหนียวหอมกลิ่นดอกมะลิหลากสี

[669/0][2023-06-27]

ร้านไทซีฮี้ ร้านไทซีฮี้ ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ใน 1 ถนนเทศจินดา อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นร้านอาหารติ่มซำเจ้าดังในจังหวัดยะลา อำเภอเบตง วัตถุดิบชั้นดีมีติมซำให้เลือกได้หลากหลายรสชาติกลมกล่อม นอกจากติ่มซำเเล้วยังมีน้ำชาจีนให้ดื่มควบคู่ไปกับติ่มซำร้อนๆ บรรยากาศภายในร้านเป็นเเบบสบายๆคนสัญจรไปมา เมนูที่เเนะนำของทางร้าน  จี้ฉ่องฝัน ผัดหมี่เบตง กระเพาะปลาน้ำแดง ลก๋วยเตี๋ยวหลอด

[573/0][2023-06-27]

ร้านครัวลุุงแดงยะลา ร้านครัวลุุงแดงยะลา ร้านอาหารตั้งอยู่ใน 8 ถ. ผังเมือง 4 ซ. 14 สะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เป็นร้านอาหารยะลาสไตล์บ้านๆที่บริการเป็นกันเอง อีกทั้งอาหารยังมีเป็นไทยเเละอาหารอิสานมีเมนูให้เลือกสรรมากมาย บรรยากาศภายในร้านเป็นกันเองสบายๆชิลๆ เมนูที่เเนะนำของทางร้าน  ยำทะเล คอหมูย่าง ปลาทับทิมสมุนไพร เมี่ยงปลาทับทิม

[475/0][2023-06-27]

ร้านธาราซีฟู้ด ร้านธาราซีฟู้ด ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ใน 39 ถนนพิพิธภักดี สะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา มาเที่ยวที่ยะลาห้ามพลาดร้านเด็ดธาราซีฟุ้ด ตำนานตวามอร่อยที่เปิดมานานกว่า 20 ปีเเห่งเมืองยะลา อาหารทะเลที่มีตวามสดสะอาดรสเด็ดเผ็ดจัดจ้าน ราคาสบายกระเป๋าตังอีกทั้งยังมีเมนูให้เลือกรับประทานที่หลากหลาย บรรยากาศในร้านเป็นเเบบสบายๆชิลๆ เมนูที่เเนะนำของทางร้าน  ปลาเผาทรงเครื่อง หอยเผา กุ้งทอดกระเทียม ต้มยำน้ำข้นทะเล

[511/0][2023-06-27]

ร้านหวายร้อยลี้ ร้านหวายร้อยลี้ ร้านอาหารตั้งอยู่ใน ถ.รวมวิทย์ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นร้านอาหารสไตล์ไทย เเละอาหารใต้ ที่รสชาติจัดจ้าน ที่ได้คัดสรรวัตถุดิบอย่างดีนำมาปรุงอาหารอีกทั่งยังมีเมนูมากมายให้เลิอกสรรรับประทาน บรรยากาศภายในร้านตกเเต่งเป็นสไตล์จีนอากาศดี มีต้นไม้ที่ทำให้บรรยากาศรื่นรม  เมนูที่เเนะนำของทางร้าน ผักบุ้งไฟเเดง หมูทอดกระเทียมพริกไทยดำ ไก่สับเบตง ยำผักกูด

[529/0][2023-06-27]

ก๋วยจั๊บปีกไก่เทพวิมาน ก๋วยจั๊บปีกไก่เทพวิมาน ร้านอาหารตั้งอยู่ใน ถนนศรีบำรุง สะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เป็นหนึ่งในร้านก๋วยจั๊บเก่าแก่ที่สุดในยะลา ก๋วยจั๊บสุดเด็ดในตำนานที่มีรสชาติอร่อยกลมกล่อมที่ไม่เหมือนใคร โดยเนื้อไก่จะตุ๋นจนนุ่มกำลังดี หอมน้ำซุปกลิ่นยาจันกินกันเเบบไม่ต้องปรุงเลย บรรยากาศภายในร้านเป็นเเบบสไตล์เรียบง่าย มีหลายโต๊ะให้เลิอกนั่ง เมนูที่เเนะนำของทางร้าน  ก๋วยจั๊บปีกไก่สูตรเด็ด

[346/0][2023-06-27]

ศาลาดูดวงจันทร์ ศาลาดูดวงจันทร์ (Moon Sighting Pavilion) บนยอดเขาปาเร๊ะ ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอยะหา จังหวัดยะลา เป็นหนึ่งในจุดสังเกตดวงจันทร์เสี้ยว (ฮีลาล) ที่มีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยมีบทบาทโดยตรงต่อการกำหนดปฏิทินอิสลามในระดับประเทศ ภายใต้การพิจารณาของสำนักจุฬาราชมนตรี ซึ่งใช้ข้อมูลจากหลายพื้นที่ประกอบกัน และที่นี่ถือเป็นหนึ่งในจุดหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูง ในเชิงภูมิศาสตร์ ยอดเขาปาเร๊ะมีลักษณะเป็นภูเขาที่มีความสูงโดดเด่นในพื้นที่อำเภอยะหา ทำให้สามารถมองเห็นเส้นขอบฟ้าได้กว้างและชัดเจน โดยเฉพาะทิศตะวันตกซึ่งเป็นทิศสำคัญสำหรับการสังเกตดวงจันทร์หลังพระอาทิตย์ตก พื้นที่โดยรอบไม่มีสิ่งปลูกสร้างสูงบดบังทัศนวิสัย ส่งผลให้สามารถมองเห็นดวงจันทร์เสี้ยวในช่วงเวลาสั้น ๆ หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านศาสนาอิสลาม การมองเห็นดวงจันทร์เสี้ยวถือเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการกำหนดวันเริ่มต้นของเดือนใหม่ เช่น เดือนรอมฎอน (เดือนแห่งการถือศีลอด) และเดือนเชาวาล (สิ้นสุดรอมฎอน) รวมถึงเดือนซุลฮิจญะห์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพิธีฮัจญ์และวันอีฎิ้ลอัฎฮา ดังนั้น การดูดวงจันทร์จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นกระบวนการทางศาสนาที่มีผลต่อวิถีชีวิตของชาวมุสลิมทั้งประเทศ ในแต่ละปี โดยเฉพาะในช่วงก่อนเริ่มต้นเดือนรอมฎอน จะมีการจัดกิจกรรมดูดวงจันทร์อย่างเป็นทางการ ณ สถานที่แห่งนี้ โดยมีผู้นำศาสนา นักวิชาการด้านดาราศาสตร์อิสลาม คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก บางปีมีการนำอุปกรณ์ทางดาราศาสตร์ เช่น กล้องโทรทรรศน์ มาใช้ร่วมกับการสังเกตด้วยตาเปล่า เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการยืนยันผล บรรยากาศในช่วงเวลาดังกล่าวเต็มไปด้วยความศรัทธาและความร่วมมือของชุมชน มีการจัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และอินทผลัมสำหรับผู้ที่มาร่วมรอการประกาศผล ซึ่งสะท้อนถึงวัฒนธรรมการแบ่งปันและความเป็นชุมชนของชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ภาคใต้ ในมิติของการท่องเที่ยว ยอดเขาปาเร๊ะถือเป็นจุดชมวิวที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในช่วงเช้าตรู่ที่มักเกิดปรากฏการณ์ทะเลหมอกปกคลุมพื้นที่โดยรอบ เนื่องจากความชื้นในอากาศและสภาพภูมิประเทศแบบภูเขาสลับซับซ้อน นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นหมอกลอยตัวเหนือผืนป่าและชุมชนด้านล่าง สร้างทัศนียภาพที่สวยงามและเงียบสงบ ช่วงเย็นก็เป็นอีกช่วงเวลาที่ได้รับความนิยม เนื่องจากสามารถชมพระอาทิตย์ตกได้อย่างชัดเจนจากมุมสูง โดยเฉพาะในวันที่ท้องฟ้าเปิด จะเห็นแสงสีทองกระจายทั่วแนวภูเขาและท้องฟ้า สร้างบรรยากาศที่โดดเด่นไม่แพ้แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในภาคเหนือ นอกจากนี้ พื้นที่โดยรอบยังสะท้อนถึงอัตลักษณ์ของจังหวัดยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะวิถีชีวิตของชาวไทยมุสลิม ทำให้การเดินทางมาที่นี่ไม่เพียงแต่เป็นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ แต่ยังเป็นการเรียนรู้ด้านศาสนา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นอีกด้วย

[835/0][2020-04-11]

พิพิธภัณฑ์เรือโบราณบ้านสี่สิบ พิพิธภัณฑ์เรือโบราณบ้านสี่สิบ (Ancient Boat Museum Ban Sip Si) เป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนที่เกิดจากการรวมตัวของคนในพื้นที่เพื่ออนุรักษ์ “เรือไม้ตะเคียนโบราณ” ซึ่งถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ของวิถีชีวิตในอดีตของชาวบ้านสี่สิบ เรือลำนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2481 ในช่วงที่โครงสร้างพื้นฐานทางบกยังไม่พัฒนา เส้นทางหลักในการเดินทางของชุมชนจึงอาศัยลำน้ำเป็นแกนกลาง การสร้างเรือใช้วิธี “ขุดจากไม้ทั้งต้น” (dugout canoe) โดยเลือกไม้ตะเคียนขนาดใหญ่ที่มีความแข็งแรง ทนทานต่อน้ำ และสามารถใช้งานได้ยาวนานหลายสิบปี บทบาทของเรือไม่ได้จำกัดแค่การสัญจร แต่ยังเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ใช้ขนส่งพืชผลทางการเกษตรจากหมู่บ้านเข้าสู่ตลาดในตัวเมืองยะลา ใช้เป็นพาหนะในการติดต่อค้าขายระหว่างชุมชนตามลำน้ำ ใช้เดินทางในชีวิตประจำวัน เช่น ไปวัด โรงเรียน หรือเยี่ยมญาติ ลักษณะทางกายภาพของเรือสะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างชัดเจน ตัวเรือมีความยาวประมาณ 12 เมตร กว้าง 1 เมตร ออกแบบให้แคบและยาวเพื่อให้เคลื่อนที่ได้ดีในลำน้ำแคบและคดเคี้ยวของพื้นที่ป่าภาคใต้ การขุดและตกแต่งต้องอาศัยช่างที่มีความชำนาญสูง เพราะต้องควบคุมน้ำหนัก ความหนาของเนื้อไม้ และสมดุลของเรือให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง ในเชิงวัฒนธรรม เรือยังสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง “คน–ป่า–น้ำ” ของชุมชนกาบัง พื้นที่นี้ในอดีตเป็นป่าดิบชื้นอุดมสมบูรณ์ การดำรงชีวิตจึงพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ทั้งไม้จากป่าและเส้นทางน้ำ นอกจากนี้ บริเวณโดยรอบพิพิธภัณฑ์ยังมีองค์ประกอบทางประวัติศาสตร์ที่ช่วยเสริมบริบท เช่น เรื่องเล่าของ “รายาซียง” ผู้นำท้องถิ่นในตำนาน ร่องรอยกำแพงดินโบราณ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการตั้งถิ่นฐานหรือแนวป้องกันของชุมชนในอดีต ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ไม่ได้เป็นเพียงที่จัดแสดงวัตถุ แต่ยังทำหน้าที่เป็น “ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน” ที่ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่ และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เข้าใจวิถีชีวิตดั้งเดิมของชายแดนใต้ในมิติที่ลึกกว่าการท่องเที่ยวทั่วไป การเข้าชมจะมีคุณค่ามากขึ้นหากมีผู้นำชุมชนหรือมัคคุเทศก์ท้องถิ่นช่วยเล่าเรื่อง เพราะรายละเอียดจำนวนมากไม่ได้อยู่ในป้ายจัดแสดง แต่ถ่ายทอดผ่าน “ความทรงจำของคนในพื้นที่” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

[774/0][2020-04-11]

ถ้ำบาตูฆอ ถ้ำบาตูฆอ (Batu Kho Cave) ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่บ้านป่าหวัง อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เป็นภูเขาหินปูนโดดเด่นกลางผืนป่าภาคใต้ ลักษณะภูมิประเทศเป็นเขาหินปูนสูงชัน มีหน้าผาและสันเขาแคบ การขึ้นสู่จุดชมวิวต้องอาศัยการเดินเท้าเป็นหลัก โดยเส้นทางเริ่มจากพื้นที่ชุมชน ผ่านสวนยางพาราและสวนผลไม้ ก่อนเข้าสู่ช่วงปีนไต่หินปูนที่มีความคมและชัน ช่วงท้ายของเส้นทางถือเป็นไฮไลท์และจุดท้าทายที่สุด นักท่องเที่ยวต้องใช้มือช่วยจับยึดหินและไต่ขึ้นไปตามแนวสันเขา บางช่วงเป็นหน้าผาเปิดโล่ง ต้องใช้ความระมัดระวังสูง โดยเฉพาะในช่วงที่มีความชื้นหรือฝนตก หินจะลื่นและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เมื่อขึ้นถึงด้านบน จะพบลานหินกว้างที่เป็นจุดชมวิวหลัก สามารถมองเห็นทิวทัศน์แบบ 360 องศา ครอบคลุมพื้นที่อำเภอบันนังสตา ป่าเขียวขจี และไฮไลท์สำคัญคือ “แม่น้ำปัตตานี” ที่ไหลคดเคี้ยวโอบล้อมภูเขา เกิดเป็นโค้งน้ำขนาดใหญ่ที่สวยงามมาก โดยเฉพาะเมื่อมองจากมุมสูง ในช่วงเช้ามืด โดยเฉพาะฤดูหนาวและปลายฝนต้นหนาว จะมีโอกาสเห็นทะเลหมอกหนาแน่นปกคลุมทั่วหุบเขา สร้างบรรยากาศที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายของช่างภาพสายแลนด์สเคปและสายผจญภัย บริเวณเชิงเขายังมีโพรงถ้ำตามธรรมชาติ ซึ่งภายในพบหินงอกหินย้อยขนาดเล็กถึงปานกลาง แม้จะไม่ใช่ถ้ำขนาดใหญ่ แต่ก็เป็นองค์ประกอบที่เพิ่มความน่าสนใจให้พื้นที่ โดยรวมแล้ว ถ้ำบาตูฆอเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงผจญภัย (Adventure Travel) ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติสูง ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านบน นักท่องเที่ยวจึงควรเตรียมตัวให้พร้อมทั้งด้านร่างกาย อุปกรณ์ และการวางแผนเวลา การใช้ไกด์ท้องถิ่นไม่เพียงช่วยเพิ่มความปลอดภัย แต่ยังช่วยให้เข้าใจเส้นทางและบริบทของพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น

[1126/0][2020-04-11]

พิพิธภัณฑ์เมืองเบตง พิพิธภัณฑ์เมืองเบตง (Betong City Museum) เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่ถ่ายทอดพัฒนาการของเมืองเบตงอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นที่พื้นที่ยังเป็นป่าทึบ มีการอพยพของชาวจีนเข้ามาทำเหมืองแร่ดีบุก จนเกิดการตั้งถิ่นฐานและพัฒนาเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ภายในชั้นที่ 1 นำเสนอ “รากเหง้าและพหุวัฒนธรรม” ของชาวเบตง ซึ่งประกอบด้วยไทย จีน และมุสลิม ที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ผ่านการจัดแสดงโบราณวัตถุจริง เช่น เครื่องมือทำเหมืองแร่ เครื่องเรือนจีนโบราณ เครื่องแต่งกายพื้นเมือง รวมถึงภาพถ่ายเก่าที่สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเมืองในแต่ละยุคสมัยอย่างชัดเจน ชั้นที่ 2 เน้น “วิถีชีวิตและสัญลักษณ์ของเมือง” อธิบายบทบาทของเบตงในฐานะเมืองชายแดนที่มีความสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม พร้อมข้อมูลเชิงลึกของแลนด์มาร์กสำคัญ เช่น อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ ซึ่งเป็นอุโมงค์ลอดภูเขาแห่งแรกของไทย และประวัติของตู้ไปรษณีย์ยักษ์บริเวณ หอนาฬิกาเบตง ที่เคยใช้เป็นศูนย์กลางกระจายข่าวสารของเมืองในอดีต นอกจากนี้ ตัวพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่บนเนินเขาในสวนสาธารณะสุดสยาม ทำให้บริเวณระเบียงชั้นบนกลายเป็นจุดชมวิวสำคัญที่สามารถมองเห็นผังเมืองเบตงได้อย่างชัดเจน เห็นลักษณะเมืองที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขา ตึกแถวแบบชิโน-โปรตุกีส และบรรยากาศหมอกบางที่ปกคลุมเมืองเกือบตลอดปี ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ของเบตงในฐานะ “เมืองในหมอก” ได้อย่างสมบูรณ์

[1884/0][2018-08-27]

สตรีทอาร์ต เบตง สตรีทอาร์ตเบตง (Street Art Betong) เป็นโครงการศิลปะร่วมสมัยที่มีจุดเริ่มต้นจากการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 111 ปีของอำเภอเบตง โดยมีแนวคิดหลักคือ “การเล่าเรื่องเมืองผ่านผนัง” (Storytelling Through Walls) เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ของชุมชนในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่กับรากวัฒนธรรมดั้งเดิม ผลงานส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นบนอาคารพาณิชย์เก่าและบ้านไม้ในย่านเมืองดั้งเดิม ซึ่งช่วยเพิ่มมิติให้กับงานศิลปะ เพราะพื้นผิวผนังที่มีร่องรอยกาลเวลา ทำให้ภาพวาดดูมีชีวิตและกลมกลืนกับบริบทโดยรอบ ศิลปินที่เข้าร่วมมีทั้งชาวไทยและต่างชาติ แต่ละคนตีความ “เบตง” ผ่านมุมมองเฉพาะตัว ทำให้เกิดความหลากหลายทั้งด้านเทคนิคและเนื้อหา เช่น สไตล์สมจริง (Realistic), กึ่งการ์ตูน (Illustrative) และแนวสตรีทอาร์ตสมัยใหม่ (Contemporary Graffiti) เนื้อหาของภาพวาดเน้นการบอกเล่าวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็น อาชีพดั้งเดิม เช่น คนขี่สามล้อรับจ้าง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการคมนาคมในอดีต วัฒนธรรมการกิน เช่น การทำก๋วยเตี๋ยวหลอด อาหารพื้นถิ่นที่สะท้อนความหลากหลายทางชาติพันธุ์ วิถีชีวิตตลาดเช้า ที่แสดงถึงความคึกคักของเศรษฐกิจชุมชน ภาพเด็กและครอบครัว ซึ่งสื่อถึงความเรียบง่ายและอบอุ่นของสังคมเบตง ในเชิงผังเมือง (Urban Layout) จุดของสตรีทอาร์ตไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่เดียว แต่กระจายตัวเป็นเครือข่ายรอบจุดสำคัญ เช่น หอนาฬิกา ถนนภักดีดำรงค์ และบริเวณใกล้อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ การจัดวางลักษณะนี้ส่งเสริมให้เกิด “การเดินเมือง” (City Walk) นักท่องเที่ยวจะได้ค่อยๆ สำรวจเมือง ซึมซับบรรยากาศ และค้นพบผลงานศิลปะแบบไม่คาดคิดในตรอกเล็กๆ ซึ่งเป็นเสน่ห์สำคัญของที่นี่ อีกจุดเด่นคือการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับสิ่งแวดล้อมจริง เช่น บางภาพออกแบบให้มีองค์ประกอบต่อเนื่องกับของจริง เช่น ประตู หน้าต่าง หรือถนน ทำให้สามารถถ่ายภาพแนว Interactive ได้ เช่น ยืนเหมือนกำลังพูดคุยกับตัวละครในภาพ หรือร่วมเป็นส่วนหนึ่งของฉาก ในด้านการท่องเที่ยว สตรีทอาร์ตเบตงมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูย่านเมืองเก่า ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ทำให้เกิดร้านกาแฟ ร้านของที่ระลึก และที่พักขนาดเล็ก (Boutique) เพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวไม่ได้มาเพียงเพื่อถ่ายรูป แต่ยังใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานขึ้น ส่งผลดีต่อชุมชนโดยรวม

[2751/0][2018-08-14]

ตู้ไปรษณีย์ยักษ์เบตง ตู้ไปรษณีย์ยักษ์เบตง (Betong Giant Mailbox) ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของอำเภอเบตงได้อย่างชัดเจน โดยมีความเป็นมาที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและการสื่อสารของผู้คนในพื้นที่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ต้นกำเนิดของตู้ไปรษณีย์ยักษ์เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2467 โดย “สงวน จิระจินดา” อดีตนายกเทศมนตรีอำเภอเบตง ซึ่งมีแนวคิดสร้างตู้ไปรษณีย์ให้มีขนาดใหญ่กว่าปกติ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนและใช้งานสะดวกสำหรับคนในชุมชน จุดเด่นสำคัญคือบริเวณด้านบนของตู้ถูกออกแบบให้เป็นลำโพงสำหรับกระจายข่าวสารในยุคที่ยังไม่มีสื่อสมัยใหม่ ทำให้ตู้ไปรษณีย์ไม่ได้เป็นเพียงที่ส่งจดหมาย แต่ยังทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางข่าวสาร” ของเมือง ตู้ไปรษณีย์ดั้งเดิมตั้งอยู่บริเวณวงเวียนหอนาฬิกา ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองเบตง มีความสูงประมาณ 2.9 เมตร และยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมเอาไว้ แม้เวลาจะผ่านมานานกว่าร้อยปี ก็ยังสามารถใช้งานได้จริงจนถึงทุกวันนี้ ต่อมาเพื่อรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยว เทศบาลได้สร้าง “ตู้ไปรษณีย์จำลอง” ขึ้นบริเวณหน้าศาลาประชาคม โดยเพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้นประมาณ 3.5 เท่า หรือสูงราว 9 เมตร กลายเป็นจุดถ่ายภาพที่โดดเด่นและสะดุดตานักท่องเที่ยวอย่างมาก สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งตู้ดั้งเดิมและตู้จำลองยังคงใช้งานได้จริง นักท่องเที่ยวสามารถนำจดหมายหรือโปสการ์ดมาหยอดส่งได้ ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันได้อย่างลงตัว ในเชิงวัฒนธรรม ตู้ไปรษณีย์ยักษ์ไม่ได้เป็นเพียงแลนด์มาร์ค แต่ยังเป็นตัวแทนของ “ความผูกพันของชุมชน” และ “พัฒนาการด้านการสื่อสาร” ของอำเภอเบตง ตั้งแต่ยุคที่ข่าวสารต้องอาศัยเสียงประกาศ จนถึงยุคดิจิทัลในปัจจุบัน ปัจจุบันพื้นที่รอบตู้ไปรษณีย์กลายเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของนักท่องเที่ยว มีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร และจุดถ่ายภาพ โดยเฉพาะในช่วงเย็นถึงค่ำ บริเวณหอนาฬิกาจะเปิดไฟ ทำให้บรรยากาศมีความสวยงามและคึกคัก เหมาะสำหรับการเดินเล่นและเก็บภาพความประทับใจ

[3488/0][2018-08-14]

สนามบินเบตง คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2558 เห็นชอบในหลักการให้กรมท่าอากาศยาน (ทย.) กระทรวงคมนาคม ดำเนินโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานเบตง ในวงเงิน 1,900 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี (2559 – 2562) ซึ่งเป็นท่าอากาศยานแห่งใหม่ ลำดับที่ 29 สังกัดกรมท่าอากาศยาน และนับเป็นท่าอากาศยานของประเทศไทย แห่งที่ 39 ซึ่งจุดประสงค์ที่ก่อให้เกิดท่าอากาศยานเบตงนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการคมนาคมในพื้นที่อำเภอเบตงที่มีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชันไม่สะดวกต่อการเดินทาง และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม การเมือง ตามนโยบายสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

[68/0][2018-08-14]

ด่านศุลกากรเบตง ด่านศุลกากรเบตง (Betong Customs House) คือจุดผ่านแดนถาวรที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ และถือเป็น “ประตูสู่ใต้สุดสยาม” ที่มีบทบาททั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตั้งอยู่ปลายทางของทางหลวงหมายเลข 410 เชื่อมต่อกับด่านเปิงกาลันฮูลูซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางระหว่างไทยและมาเลเซีย อาคารด่านศุลกากรแห่งใหม่ได้รับการออกแบบให้มีความทันสมัย ผสมผสานเอกลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างลงตัว โครงสร้างโปร่งโล่ง รองรับทั้งนักท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริเวณโดยรอบถูกจัดภูมิทัศน์อย่างสวยงาม โดยมีฉากหลังเป็นแนวภูเขาและผืนป่าป่าฮาลา-บาลาทำให้ที่นี่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในด่านชายแดนที่สวยที่สุดของประเทศไทย ด่านแห่งนี้เป็นหัวใจของการค้าชายแดน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ยางพาราและผลไม้ และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการความร่วมมือเศรษฐกิจ IMT-GT (ไทย–มาเลเซีย–อินโดนีเซีย) ไฮไลท์ที่ห้ามพลาดคือ ป้ายใต้สุดสยามซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าคุณได้เดินทางมาถึงปลายสุดของแผ่นดินไทยแล้ว นอกจากนี้ยังอยู่ใกล้กับ อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง

[2279/0][2018-08-14]

โรงเรียน จงฝามูลนิธิ ประวัติโรงเรียนจงฝามูลนิธิ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ปีพุทธศักราช 2466 โรงเรียนจงฝาได้เปิดทำการเรียนการสอน ซึ่งในขณะนั้นโรงเรียนจงฝาเป็นโรงเรียนราษฎร์ โดยมีนายไล่เลี่ยงฟัด แซ่ไล่ เป็นเจ้าของ และนายอึ่งฟันงี่ แซ่อึ่ง เป็นผู้จัดการ และ นายวิชิต ยุ่นยะสิทธิ์ เป็นครูใหญ่ โดยใช้ที่ตั้งของสมาคมศิษย์เก่ามูลนิธิในปัจจุบันเป็นที่จัดการเรียนการสอน ปีพุทธศักราช 2484 ได้ย้ายการเรียนการสอนไปอยู่ที่อาคารของสมาคมพาณิชย์จีนและ โรงภาพยนตร์สหมิตร เป็นสถานที่ทำการชั่วคราว จนกระทั่ง ปีพุทธศักราช พ.ศ. 2491 ได้ย้ายไปทำการเรียนการสอน ณ ที่ตั้งโรงเรียนในปัจจุบัน โดยมีนายเลี่ยง จำรัสรังษี เป็นเจ้าของ และนายฟื้น เหมพานนท์ เป็นครูใหญ่ ตามใบอนุญาตเลขที่ 2 / 2491 อนุญาตให้รับนักเรียนได้ 1,800 คน ปีพุทธศักราช 2512 ได้โอนกิจการให้กับมูลนิธิอำเภอเบตง ตามใบอนุญาตเลขที่9 / 2512 และเปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น “ จงฝามูลนิธิ ” โดยมี นายสมเกียรติ พันธุ์พฤกษ์ เป็นผู้ลงนามแทนผู้รับใบอนุญาต และ นายดำรง ฉันทศรีวิโรจน์ เป็นผู้จัดการ และนายประชุม คชเสนี เป็นครูใหญ่ เปิดทำการสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สอนวิชาสามัญภาษาจีน ปีพุทธศักราช 2521 ได้รับอนุญาตขยายชั้นเรียนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในปีถัดไป ปีพุทธศักราช 2527 มีนายเสถียร โสภโณวงศ์ เป็นครูใหญ่ ปีพุทธศักราช 2533 ถึงปัจจุบัน นางสาวเพลินพิศ ไชยสุวรรณ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ปีพุทธศักราช 2530 มูลนิธิอำเภอเบตงได้ขอนุญาตแบ่งเนื้อที่ของโรงเรียนส่วนหนึ่งและอาคารจำนวน 1 หลัง เพื่อจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลเสริมวิทย์ โดยมีนางอาภาภรณ์ มณีเนียม เป็นครูใหญ่ และคงเหลือเนื้อที่ของโรงเรียน จำนวน 52 ไร่ 53 ตารางวา ประกอบด้วย อาคาร 3 หลัง 34 ห้องเรียน รับนักเรียนได้ 1,530 คน โรงเรียนจงฝามูลนิธิได้จัดตั้งขึ้นเพื่อแสวงหาผลกำไร แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อบุตรหลานของชาวเบตงโดยเฉพาะ ดังนั้นการดำรงอยู่ของโรงเรียน นอกจากค่าธรรมเนียมอื่น ๆ และเงินสนับสนุนจากรัฐบาลแล้ว โรงเรียนยังได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากเหล่าพ่อค้า ประชาชน มูลนิธิ สมาคมต่าง ๆ ในอำเภอเบตงมาโดยตลอด ปีพุทธศักราช 2542 โรงเรียนได้รื้ออาคาร 2 เพื่อสร้างอาคารเรียนใหม่เป็นอาคารคอนกรีต 3 ชั้น โดยใช้ชื่ออาคารว่า “อาคารเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” มีห้องเรียน จำนวน 39 ห้อง ปีพุทธศักราช 2542 ได้เปลี่ยนแปลงผู้รับใบอนุญาต โดยแต่งตั้งนายบรรจง วงศ์นามโรจน์ เป็นผู้รับมอบอำนาจทำการแทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนจงฝามูลนิธิ ปีพุทธศักราช 2544 โรงเรียนได้เปลี่ยนแปลงผู้รับใบอนุญาตและแต่งตั้ง นายเสริมยศ กีรติชีวนันท์ เป็นผู้รับมอบอำนาจทำการแทนผู้รับใบอนุญาตปีพุทธศักราช 2545 ได้รับอนุญาตให้ขยายชั้นเรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปีถัดไป ปีพุทธศักราช 2548 โรงเรียนได้เปลี่ยนแปลงผู้รับใบอนุญาต โดยแต่งตั้ง ดอกเตอร์คุณวุฒิ มงคลประจักษ์ นายกเทศมนตรีเมืองเบตง เป็นผู้ลงนามแทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนจงฝามูลนิธิ และแต่งตั้ง นายสวัสดิ์ โตวงศ์ชื่น เป็นผู้จัดการ และได้รับอนุญาตให้ขยายชั้นเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ถึง มัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปีต่อ ๆ ไป ปีพุทธศักราช 2549 โรงเรียนอนุบาลเสริมวิทย์ ได้ยุบรวมกิจการเข้ากับโรงเรียนจงฝามูลนิธิเป็นโรงเรียนเดียวกัน ดังนั้นในปีนี้เอง โรงเรียนจงฝามูลนิธิมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 3 ระดับ 3 ระดับ คือ อนุบาล ,ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา สามารถรับนักเรียนได้ 2,500 คน ปีพุทธศักราช 2552 มีนักเรียนทั้งหมด 1,576 คน นักเรียน นักเรียนชาย 825 คน นักเรียนหญิง 751 คน นับถือศาสนาพุทธ 83.39 % ศาสนาอิสลาม 9.33 % ศาสนาคริสต์ 2.28 % มีครู อาจารย์ ทั้งหมด 100 คน มีผู้บริหาร 5 คน ครูสอนภาษาจีนในพื้นที่อำเภอเบตง 10 คน จากสาธารณรัฐประชาชนจีน 11 คน

[2946/0][2018-08-14]

ร้านอาหาร ต้าเหยินเบตง ร้านต้าเหยิน เบตง ตั้งอยู่ใน ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา อยู่ที่ตรงสุดสายสามตรงข้ามกันกับร้านข้าวต้มเซาะอึ๊ง เป็นร้านอาหารภัตคารจีนที่เก่าแก่ชื่อดังในเบตง จังหวัดยะลา มีเมนูอาหารสไตล์ไทยจีนมากมายให้เลือกรับประทาน กะรันตีตวามอร่อยถูกปากรสชาติกลมกล่อมเเน่นอน บรรยากาศภายในร้านภัตคารเเบบเรียบง่าย พื้นที่กว้าง ปลอดโปร่งโล่ง ไม่มีแอร์ เป็นตึกแถว 4 ห้อง  มีโต๊ะจีนนั่งได้ 10 คน มีประมาณ 12 โต๊ะ  เมนูที่เเนะนำของทางร้าน ปลาทับทิมสมุนไพร,ไก่เบตง เคาหยก ปลาจีนนึ่งบ๊วย หมูทอดเต้าหู้ยี้ หมี่เหลืองผัด ถั่วเจี๋ยน แกงลูกชิ้นแคะ ผักน้ำผัดน้ำมันกระเทียม   เปิดทุกวัน เวลา  : 10.00 น. - 23.00 น.

[1542/0][2018-08-14]