ศาลหลักเมืองชัยนาท ศาลหลักเมืองชัยนาท (Chai Nat City Pillar Shrine) เป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด และถือเป็นศูนย์รวมความศรัทธา จิตวิญญาณ และความผูกพันของชาวชัยนาทมาอย่างยาวนาน ศาลแห่งนี้เปรียบเสมือนหัวใจของเมือง ตามความเชื่อดั้งเดิมของไทย “เสาหลักเมือง” คือสัญลักษณ์แห่งความมั่นคง ความร่มเย็น และความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง ศาลหลักเมืองชัยนาทในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่และประกอบพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ขณะดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ) เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิด นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สร้างความปลาบปลื้มแก่ชาวจังหวัดชัยนาทอย่างยิ่ง ตัวศาลตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทำเลที่ตั้งดังกล่าวช่วยเสริมบรรยากาศความสงบ ศักดิ์สิทธิ์ และงดงามด้วยทัศนียภาพของสายน้ำสายหลักของประเทศ ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของศาลมีความโดดเด่น เป็นมณฑปจัตุรมุขทรงไทย รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ก่ออิฐฉาบปูนสีขาวสะอาดตา หลังคาซ้อนชั้นแบบไทยประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์อย่างวิจิตร ยอดศาลเป็นทรงปราสาทสะท้อนศิลปกรรมไทยอันรุ่งเรืองและสง่างาม ภายในประดิษฐานเสาหลักเมืองที่ทำจากไม้ชัยพฤกษ์ แกะสลักยอดเสาเป็นรูปดอกบัวตูมอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์และความเจริญงอกงาม ตามคติความเชื่อโบราณ “ไม้ชัยพฤกษ์” หมายถึงไม้แห่งชัยชนะ การมากราบไหว้สักการะจึงเชื่อว่าจะช่วยเสริมสิริมงคล นำพาชัยชนะ ความสำเร็จ และความร่มเย็นมาสู่ชีวิตและหน้าที่การงาน บรรยากาศโดยรอบศาลหลักเมืองมีความร่มรื่น เนื่องจากตั้งอยู่บนบริเวณเขื่อนเรียงหินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นพื้นที่พักผ่อนยอดนิยมของชาวเมือง ในช่วงเย็นจะมีลมพัดเย็นสบายตลอดเวลา ผู้คนมักมาเดินเล่น ออกกำลังกาย และกราบไหว้ขอพร พร้อมชมทิวทัศน์ของแม่น้ำที่สะท้อนแสงอาทิตย์ยามลับขอบฟ้า นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงยังมีตลาดโต้รุ่งและแหล่งอาหารพื้นเมือง ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดเช็คอินที่ผสมผสานทั้งศรัทธา วิถีชีวิต และความรื่นรมย์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สำหรับผู้ที่สนใจศิลปวัฒนธรรมและการถ่ายภาพ ศาลหลักเมืองชัยนาทมีมุมสวยงามหลากหลาย โดยเฉพาะในช่วงพลบค่ำที่แสงไฟส่องกระทบตัวศาลสีขาว ตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มและผืนน้ำเจ้าพระยา เกิดเป็นภาพที่งดงามและเปี่ยมด้วยมนต์ขลัง บริเวณรอบศาลยังมีรูปปั้นสิงห์และเทพารักษ์ผู้พิทักษ์ศาลที่มีรายละเอียดทางพุทธศิลป์อย่างประณีต เหมาะแก่การศึกษาและเก็บภาพความประทับใจ ศาลหลักเมืองชัยนาทจึงมิใช่เพียงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการขอพรเท่านั้น หากยังเป็นสัญลักษณ์แห่งรากเหง้าและความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดชัยนาท ขอเชิญทุกท่านมาร่วมสืบสานประเพณีการไหว้ศาลหลักเมือง เพื่อความเป็นสิริมงคล และสัมผัสวิถีชีวิตริมน้ำที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

[115/0][2025-10-31]

วัดเขาดิน วัดเขาดิน (Khao Din Temple) ตั้งอยู่ในอำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท เป็นวัดสำคัญที่ได้รับความเคารพศรัทธาจากชาวบ้านในพื้นที่รวมถึงประชาชนจากจังหวัดใกล้เคียงมาอย่างยาวนาน แม้จะตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทที่เงียบสงบ แต่ชื่อเสียงของวัดกลับเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากประวัติอันเกี่ยวเนื่องกับพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณธรรม วัดแห่งนี้จึงมิได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบศาสนกิจ หากแต่เป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนที่แสวงหาความสงบและที่พึ่งทางจิตวิญญาณ ประวัติของวัดผูกพันอย่างลึกซึ้งกับ พระครูอุดมชัยกิจ (หลวงพ่อเกิด ปัณฑิโต) อดีตเจ้าอาวาสผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมและเป็นศิษย์ผู้สืบทอดวิทยาคมสายหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ในอดีตพื้นที่อำเภอหนองมะโมงเคยเป็นพื้นที่ทุรกันดาร การคมนาคมไม่สะดวก และเต็มไปด้วยปัญหาชุมโจร ทำให้ชาวบ้านดำรงชีวิตด้วยความหวาดระแวงและความยากลำบาก หลวงพ่อเกิดจึงเป็นที่พึ่งสำคัญของชุมชน ทั้งในด้านการรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยสมุนไพรและวิชาคาถาอาคม ตลอดจนการให้คำปรึกษาและปลอบประโลมจิตใจผู้ที่ประสบความทุกข์ ความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อท่านจึงหยั่งรากลึกและส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน จุดเด่นสำคัญของวัดคือ เจดีย์วัดเขาดิน ที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมงดงามและโดดเด่น ออกแบบโดย ดร.เขียนศักดิ์ แสงเกลี้ยง ตัวเจดีย์มีลักษณะสง่างาม ผสมผสานความร่วมสมัยเข้ากับความศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ได้ทรงประทานแก่หลวงพ่อเกิด โดยพระธาตุดังกล่าวอัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย การได้มาสักการะพระธาตุ ณ สถานที่แห่งนี้จึงถือเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งสำหรับพุทธศาสนิกชน และทำให้วัดเขาดินกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของผู้แสวงบุญ บรรยากาศภายในวัดมีความร่มรื่น เงียบสงบ และเป็นระเบียบเรียบร้อย เหมาะแก่การมาทำบุญ ปฏิบัติธรรม และศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สถาปัตยกรรมภายในวัดสะท้อนการผสมผสานระหว่างศิลปะร่วมสมัยที่ดูสะอาดตา กับความขรึมขลังตามแบบวัดไทยดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กและพื้นที่จัดแสดงวัตถุมงคล เครื่องราง และของใช้ส่วนตัวของหลวงพ่อเกิด ซึ่งได้รับความสนใจจากนักสะสมพระเครื่องและผู้ศรัทธาที่ต้องการเรียนรู้เรื่องราวทางจิตวิญญาณอย่างใกล้ชิด วัดเขาดินจึงเปรียบเสมือน เพชรเม็ดงามแห่งชายขอบจังหวัดชัยนาท ที่สะท้อนพลังแห่งศรัทธาและความเพียรของพระสงฆ์และชุมชนท้องถิ่น จากพื้นที่ห่างไกลที่เคยเต็มไปด้วยความยากลำบาก ได้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งความดีงาม ความสามัคคี และการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคงจนถึงปัจจุบัน

[1144/0][2020-04-24]

ก๋วยเตี๋ยวเรือชัยนาท หากใครที่แวะผ่านมาเที่ยวชัยนาท อย่าลืมแวะลองชิมก๋วยเตี๋ยวเรือชัยนาท เด็ดขาด ด้วยน้ำซุบที่ หอม หวาน อร่อย ทำให้ที่นี่เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่แวะผ่านมาอย่างมาก

[1517/0][2017-03-09]

10 ที่พัก ชัยนาท ราคาถูก 1. โรงแรมชัยนาทธานี (Chainatthani Hotel) โรงแรมชัยนาทธานี ตั้งอยู่ในตัวเมืองใกล้สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของจังหวัดจึงทำให้การเดินทางสะดวกสบาย กับห้องพักหรู ห้องพักทุกห้องยังมีความสะดวกสบายอย่างหลากหลายไว้ให้บริการครบครัน ราคา 890 บาท   2. สุวรรณาริเวอร์ไซด์ (Suwanna River Side) ที่พักราคาประหยัดสำหรับผู้ที่ชอบที่พักแบบราคาสบายกระเป๋า แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกภายในที่พักและภายในห้องพกอย่างเพรียบพร้อม และยังสะดวกต่อการเดินทางไปมา ราคา 1,000-1,500 บาท   3. ปลายฟ้า รีสอร์ท ชัยนาท (Plai Fah Resort Chainat) รีสอร์ทใจกลางเมืองชัยนาท ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนร่มรื่น ใกล้ชิดธรรมชาติ ราคากันเอง มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ครบ พร้อมบริการจากพนักงานที่เป็นมิตร ราคา 500-600 บาท  

[814/0][2015-07-01]

ส้มโอขาวแตงกวา ส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวา เป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อของ จ. ชัยนาท ผลผลิต จะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ออกดอกไปจนถึงผลสุกใช้เวลาประมาณ 7 เดือนขึ้นไปรสชาติจะหวานกรอบ ถ้าเป็นส้มโออ่อนจะมีรสชาติเปรี้ยวอมขม และถ้าผลไหนที่รับประทานเนื้อส้มโอแข็งเป็นเม็ดข้าวสารแสดงว่าส้มโอลูกนั้นแก่(เก็บผลผลิตเกิน 8 เดือน) การเก็บผลผลิต จะเริ่มตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนถึง 5 ปี ถึงจะเก็บผลได้ดี เพราะรสชาติจะยังไม่เข้าที่และมีเปลือกหนา ถ้าต้นส้มโอมีอายุ 7 ปีขึ้นไป จะเป็นส้มโอที่มีรสชาติที่ดีและมีเปลือกบาง การจัดจำหน่าย มีการแบ่งขายเป็นเกรด คือ ผลส้มโอที่มีเปลือกบางจะขายได้ราคาดี ผลส้มโอที่มีเปลือกหนาจะขายได้ราคาต่ำกว่า ลักษณะต้นส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวา ลูกส้มโอจะมีผิวเกลี้ยง ลำต้นต่ำเตี้ยแผ่กิ่งก้านออกในแนวกว้าง

[909/11][2015-05-29]

วัดธรรมามูลวรวิหาร วัดธรรมามูลวรวิหาร (Thammamul Worawihan Temple) เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหารที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานคู่กับเมืองชัยนาทมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น วัดตั้งตระหง่านอยู่บนไหล่เขาธรรมามูล ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันออก ทำเลที่ตั้งอันโดดเด่นนี้ทำให้วัดสามารถมองเห็นทัศนียภาพของลำน้ำสายสำคัญของประเทศได้อย่างชัดเจน และยังช่วยเสริมบรรยากาศแห่งความสงบ สง่างาม และศักดิ์สิทธิ์ ความสำคัญของวัดธรรมามูลปรากฏในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) อีกทั้งยังเคยเป็นสถานที่ตักน้ำจากสระน้ำศักดิ์สิทธิ์บนเขาธรรมามูล เพื่อนำไปใช้ในพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาในหลายยุคหลายสมัย สะท้อนถึงสถานะอันสำคัญของวัดแห่งนี้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ทำให้พื้นที่แห่งนี้เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังและความศรัทธาที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน หัวใจสำคัญที่ชาวชัยนาทเคารพนับถือคือ “หลวงพ่อธรรมจักร” พระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ มีลักษณะพิเศษคือปรากฏรูปพระธรรมจักรอยู่กลางพระหัตถ์เบื้องขวา อันสื่อถึงการหมุนกงล้อแห่งธรรมตามพุทธประวัติ นักวิชาการสันนิษฐานว่าเป็นศิลปะผสมผสานระหว่างเชียงแสนตอนปลาย สุโขทัย และอยุธยา แสดงถึงความงดงามทางพุทธศิลป์และการหลอมรวมทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง ชาวบ้านเชื่อกันว่าหากได้มาปิดทองและขอพรหลวงพ่อธรรมจักร จะช่วยให้ชีวิตแคล้วคลาดปลอดภัย ประสบความสำเร็จ และมีความเจริญก้าวหน้า สำหรับผู้ที่รักการออกกำลังกายและชื่นชมธรรมชาติ การเดินขึ้นบันไดนาคจำนวน 565 ขั้นสู่ยอดเขาธรรมามูลถือเป็นกิจกรรมที่ท้าทายและน่าประทับใจ ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่นและอากาศบริสุทธิ์ เมื่อถึงยอดเขาจะพบกับวิหารหลวงพ่อนาคและจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นผืนนาเขียวขจี และสายน้ำเจ้าพระยาที่ไหลคดเคี้ยวอย่างงดงามสุดสายตา โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็น บรรยากาศด้านบนจะเงียบสงบและเย็นสบาย เหมาะแก่การพักผ่อนจิตใจและทำสมาธิ นอกจากบทบาททางศาสนาแล้ว บริเวณริมน้ำหน้าวัดยังมีตลาดนัดริมน้ำและร้านอาหารชื่อดังอย่าง “ก๋วยเตี๋ยวห้อยขา” ที่กลายเป็นจุดพักผ่อนยอดนิยมของนักท่องเที่ยวและครอบครัว ผู้มาเยือนสามารถนั่งรับประทานอาหารพร้อมชมวิวแม่น้ำ ให้อาหารปลา และสัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายของชุมชนริมน้ำได้อย่างเพลิดเพลิน ความหลากหลายของกิจกรรมทำให้วัดธรรมามูลเป็นทั้งสถานที่ทำบุญ พักผ่อน และท่องเที่ยวในจุดเดียว วัดธรรมามูลวรวิหารจึงเป็นมากกว่าวัดโบราณ หากเป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธา ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติที่หลอมรวมกันอย่างลงตัว ขอเชิญทุกท่านมากราบสักการะหลวงพ่อธรรมจักร และสัมผัสทัศนียภาพอันงดงามเหนือโค้งน้ำเจ้าพระยา เพื่อความเป็นสิริมงคลและความประทับใจที่มิรู้ลืม

[3547/0][2015-05-29]

วัดพระบรมธาตุวรวิหาร วัดพระบรมธาตุวรวิหาร (Phra Borommathat Worawihan Temple) เป็นพระอารามหลวงที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีอย่างยิ่งของจังหวัดชัยนาท สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น บนพื้นที่ที่เคยเป็นเมืองโบราณมาก่อน แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องของชุมชนและพระพุทธศาสนาในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามาอย่างยาวนาน ต่อมาได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทำให้วัดมีความมั่นคงและสง่างามดังที่เห็นในปัจจุบัน วัดตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา ภายในบริเวณวัดมีบรรยากาศขรึมขลัง เงียบสงบ และเปี่ยมด้วยพลังศรัทธา สะท้อนถึงรากเหง้าทางพุทธศาสนาที่หยั่งรากลึกในดินแดนแห่งนี้มานานหลายศตวรรษ สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นที่สุดคือ พระบรมธาตุเจดีย์ เจดีย์ทรงกลมตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ตามแบบศิลปะอู่ทอง ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในองค์เจดีย์ศิลปะอู่ทองที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย องค์เจดีย์สีขาวสะอาดตา ยอดประดับฉัตรสีทองอร่ามที่สามารถมองเห็นได้แต่ไกล ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุอันเป็นที่เคารพบูชาของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ในวันเพ็ญเดือนหกของทุกปี จะมีงานประเพณีห่มผ้าพระธาตุ ซึ่งเป็นเทศกาลสำคัญที่สะท้อนถึงแรงศรัทธาและความร่วมแรงร่วมใจของชาวชัยนาท ผู้คนจะมาร่วมเวียนเทียน ทำบุญ และห่มผ้ารอบองค์พระธาตุอย่างพร้อมเพรียง เป็นภาพแห่งความเลื่อมใสที่งดงามยิ่ง ภายในวิหารหลวงประดิษฐาน หลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปปูนปั้นปางขัดสมาธิเพชร ศิลปะเชียงแสน ที่มีพุทธลักษณะงดงามและสง่างามอย่างยิ่ง พระพักตร์เปี่ยมด้วยความสงบแต่แฝงด้วยพลังแห่งความมั่นคง ชาวบ้านเชื่อว่าการมาขอพรหลวงพ่อเพชรจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ ให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคได้ดุจความแข็งแกร่งของเพชร นอกจากนี้ ภายในวัดยังมีแผ่นศิลาจารึก พระพุทธรูปโบราณ และโบราณวัตถุอีกหลายชิ้นที่จัดแสดงไว้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้สนใจได้ศึกษาศิลปกรรมแต่ละยุคสมัยอย่างใกล้ชิด สำหรับนักท่องเที่ยวสายประวัติศาสตร์ ผู้รักสถาปัตยกรรม และช่างภาพ วัดพระบรมธาตุวรวิหารถือเป็นสถานที่ที่ไม่ควรพลาด การเดินชมรอบฐานเจดีย์จะได้สัมผัสถึงความประณีตของงานช่างโบราณอย่างละเอียดอ่อน โดยเฉพาะในยามบ่ายเมื่อแสงแดดตกกระทบองค์เจดีย์สีขาวตัดกับท้องฟ้าสีคราม จะเกิดภาพที่สง่างามและทรงพลังอย่างยิ่ง วัดพระบรมธาตุวรวิหารจึงเป็นสถานที่ที่ผสมผสานระหว่างมรดกทางวัฒนธรรม ความศรัทธา และความงดงามทางพุทธศิลป์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ขอเชิญทุกท่านมากราบสักการะพระบรมธาตุและหลวงพ่อเพชร เพื่อความเป็นสิริมงคลสูงสุดแก่ชีวิต และร่วมชื่นชมความยิ่งใหญ่ของศิลปะไทยที่สืบทอดมาหลายร้อยปี ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

[3773/9][2015-05-29]

สวนนกชัยนาท สวนนกชัยนาท (Chainat Bird Park) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัดชัยนาท ก่อตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์นก และเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางธรรมชาติสำหรับประชาชนทุกวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ภายในพื้นที่กว้างขวางได้รับการออกแบบให้ใกล้เคียงกับระบบนิเวศตามธรรมชาติ เพื่อให้นกสามารถอยู่อาศัยได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย จุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่คือ กรงนกขนาดมหึมา ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นกรงนกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ภายในมีสะพานและทางเดินลอยฟ้าให้ผู้เข้าชมสามารถเดินชมบรรยากาศได้อย่างใกล้ชิด นกมากกว่า 100 สายพันธุ์ ทั้งนกพื้นเมืองและนกหายากจากต่างประเทศ บินโฉบเฉี่ยวเหนือยอดไม้และตามแนวทางเดิน สร้างประสบการณ์เสมือนอยู่ท่ามกลางป่าธรรมชาติอย่างแท้จริง นอกจากโลกของวิหคแล้ว สวนนกชัยนาทยังเป็นศูนย์รวมกิจกรรมที่ครบครัน ภายในมี อาคารแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืด ซึ่งจัดแสดงพันธุ์ปลาหลากหลายชนิดจากลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและแหล่งน้ำสำคัญของประเทศไทย ไฮไลต์คืออุโมงค์กระจกใสยาวกว่า 40 เมตร ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้เดินลอดใต้ฝูงปลาอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังมี พิพิธภัณฑ์ไข่นก ที่รวบรวมตัวอย่างไข่นกจากหลายภูมิภาคทั่วโลก พร้อมข้อมูลเชิงวิชาการที่ช่วยเสริมสร้างความรู้ด้านชีววิทยาและระบบนิเวศ ความสนุกสนานสำหรับครอบครัวอยู่ที่ Space Water Park สวนน้ำขนาดใหญ่ในธีมอวกาศที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นสไลเดอร์สีสันสดใสและโซนเล่นน้ำหลากหลายรูปแบบ บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสดชื่น เหมาะสำหรับการพักผ่อนคลายร้อน ท่ามกลางการดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่ สำหรับนักถ่ายภาพและผู้รักธรรมชาติ สวนนกชัยนาทมีมุมถ่ายภาพที่โดดเด่นมากมาย เช่น หุ่นฟางนกยักษ์กลางสระน้ำ มุมป่าดิบชื้นภายในกรงนกยักษ์ และภูมิทัศน์ที่จัดแต่งอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ แสงแดดที่ส่องผ่านเรือนยอดไม้ในแต่ละช่วงเวลาของวันช่วยสร้างบรรยากาศที่แตกต่างและงดงาม เหมาะแก่การบันทึกภาพความทรงจำ สวนนกชัยนาทจึงเป็นมากกว่าสถานที่ท่องเที่ยว หากเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ความสนุกสนาน และการพักผ่อนที่ครบครันที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด ขอเชิญทุกท่านมาเปิดประสบการณ์ใหม่ ท่ามกลางเสียงร้องของนกและสีสันแห่งสายน้ำ พร้อมสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกับครอบครัว ณ สวนนกชัยนาท

[5037/0][2015-05-29]

วัดอินทราราม วัดอินทาราม (Intharam Temple) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “วัดตลุก” เป็นวัดราษฎร์เก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตอำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2390 ในช่วงต้นรัชสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ วัดแห่งนี้มีบทบาทสำคัญต่อชุมชนริมแม่น้ำมาอย่างยาวนาน ไม่เพียงเป็นศูนย์กลางประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ในอดีตยังเคยเป็นสำนักเรียนภาษาบาลีที่มีชื่อเสียง ทำให้มีพระภิกษุสามเณรจากพื้นที่ต่างๆ เดินทางมาศึกษาเล่าเรียน ส่งผลให้เกิดการก่อสร้างถาวรวัตถุที่วิจิตรบรรจงและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์จำนวนมากเพื่อรองรับการศึกษาและการปฏิบัติธรรม อัญมณีล้ำค่าของวัดคือ หอพระไตรปิฎกกลางน้ำ เรือนไม้ทรงไทยโบราณ ขนาดกว้างประมาณ 8 เมตร ยาว 9 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่กลางสระน้ำ การสร้างอาคารไว้กลางน้ำมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันมด ปลวก และแมลงต่างๆ ไม่ให้ทำลายคัมภีร์ใบลานอันทรงคุณค่า ตัวอาคารประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา และหน้าบันแกะสลักลวดลายอย่างอ่อนช้อย ประดับกระจกสีที่ยังคงความแวววาวสะท้อนแสงแดดอย่างงดงาม ภายในเป็นสถานที่เก็บรักษาพระไตรปิฎกใบลานจารึกอักษรขอมโบราณจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นสมบัติทางปัญญาและมรดกทางศาสนาที่หาชมได้ยากยิ่งในปัจจุบัน อีกหนึ่งสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นคือ หอระฆังคู่ ตั้งอยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ มีลักษณะเป็นหอสูงทรงสี่เหลี่ยมย่อยมุมไม้สิบสอง ประดับตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นที่ผสมผสานศิลปะไทยและจีนอย่างลงตัว แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่หลอมรวมกันในสมัยนั้น นอกจากนี้ ภายในบริเวณวัดยังมี เก๋งจีนโบราณ อายุกว่า 100 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางการค้าและวัฒนธรรมระหว่างไทยกับจีนในอดีต สร้างบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์และความสงบเงียบริมสายน้ำเจ้าพระยา พระอุโบสถของวัดมีทั้งหลังเก่าที่คงเค้าโครงดั้งเดิม และหลังใหม่ที่มีอายุกว่า 100 ปี ภายในประดิษฐาน “หลวงพ่อโต” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพศรัทธาอย่างยิ่ง ผู้คนมักมากราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลและความร่มเย็นในชีวิต สำหรับนักประวัติศาสตร์ ผู้สนใจศิลปกรรม และช่างภาพ วัดอินทารามเป็นสถานที่ที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ รายละเอียดของงานไม้ งานแกะสลัก และปูนปั้นที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ สะท้อนถึงฝีมือช่างในอดีตได้อย่างชัดเจน บริเวณสระน้ำที่ตั้งหอพระไตรปิฎกยังเป็นมุมถ่ายภาพที่งดงามและดูขรึมขลัง โดยเฉพาะในช่วงเช้าที่แสงแดดอ่อนส่องกระทบกระจกสี หรือช่วงบ่ายที่เงาไม้ทอดผ่านผืนน้ำ วัดอินทารามจึงเป็นมากกว่าวัดโบราณริมแม่น้ำ แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ชาวตำบลตลุกร่วมกันอนุรักษ์ไว้อย่างดีเยี่ยม ขอเชิญทุกท่านมาสัมผัสความงดงามที่กาลเวลาไม่อาจลบเลือน กราบสักการะหลวงพ่อโต และชื่นชมคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า ณ วัดอินทาราม จังหวัดชัยนาท

[5330/8][2015-05-29]

เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนเจ้าพระยา (Chao Phraya Dam) เป็นสิ่งก่อสร้างทางวิศวกรรมชลประทานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการเกษตรและเศรษฐกิจของพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง โดยถือเป็นเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศไทย ก่อสร้างขึ้นเพื่อควบคุมและบริหารจัดการปริมาณน้ำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นเส้นเลือดหลักของประเทศ เขื่อนแห่งนี้เริ่มดำเนินการก่อสร้างในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 25 และได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญต่อการส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก การป้องกันน้ำท่วม และการรักษาสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่ภาคกลางมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 7 ทศวรรษ ตัวเขื่อนมีความยาวกว่า 230 เมตร ประกอบด้วยบานระบายน้ำขนาดใหญ่หลายช่องที่สามารถควบคุมระดับน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กที่แข็งแรงสะท้อนถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมของไทยในยุคนั้น เขื่อนเจ้าพระยาจึงไม่ได้เป็นเพียงสิ่งก่อสร้างเพื่อการเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ ความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ และการพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบ นอกจากบทบาทด้านชลประทานแล้ว เขื่อนเจ้าพระยายังเป็นจุดพักผ่อนหย่อนใจยอดนิยมของชาวชัยนาทและนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ บริเวณรอบเขื่อนได้รับการพัฒนาให้เป็นพื้นที่สาธารณะ มีสวนหย่อม สนามหญ้า และต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาเขียวขจีตลอดทั้งปี ทางเดินเลียบสันเขื่อนเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ชมทัศนียภาพของสายน้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านบานระบายน้ำอย่างทรงพลัง พร้อมรับลมเย็นสดชื่นที่พัดพาความชุ่มชื้นจากแม่น้ำขึ้นมาสู่จุดชมวิว บรรยากาศในช่วงยามเย็นบริเวณสันเขื่อนถือเป็นช่วงเวลาที่งดงามที่สุด เมื่อแสงสีทองของพระอาทิตย์ตกดินสะท้อนกับผืนน้ำอันกว้างใหญ่ เกิดเป็นภาพที่สวยงามและน่าประทับใจ ผู้คนมักมาเดินเล่น ออกกำลังกาย หรือพักผ่อนหย่อนใจท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและร่มรื่น เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ชีวิตดูผ่อนคลายและได้ใกล้ชิดธรรมชาติควบคู่กับผลงานทางวิศวกรรมอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ สำหรับนักถ่ายภาพและกลุ่มครอบครัว เขื่อนเจ้าพระยามีมุมสวยให้เลือกเก็บภาพมากมาย ทั้งภาพมุมกว้างที่มองเห็นแนวเขื่อนทอดยาวเหนือแม่น้ำ และภาพระยะใกล้ที่เผยให้เห็นรายละเอียดของโครงสร้างเหล็กและบานระบายน้ำอันแข็งแกร่ง เด็กๆ สามารถวิ่งเล่นในสวนสาธารณะที่ปลอดภัย ขณะที่ผู้ใหญ่สามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหลักการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยจากศูนย์การเรียนรู้ใกล้เคียง ซึ่งช่วยเติมเต็มทั้งความรู้และความเพลิดเพลินได้อย่างสมบูรณ์ เขื่อนเจ้าพระยาจึงเป็นมากกว่าสิ่งก่อสร้างทางชลประทาน แต่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดชัยนาทที่สะท้อนทั้งพลังของธรรมชาติและศักยภาพของมนุษย์ ขอเชิญทุกท่านมาสูดอากาศบริสุทธิ์ ชื่นชมความยิ่งใหญ่ของสายน้ำเจ้าพระยา และสัมผัสบรรยากาศพักผ่อนที่แสนผ่อนคลาย ณ เขื่อนเจ้าพระยา จุดหมายที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเมืองชัยนาท

[5193/4][2015-05-29]

วัดกรุณา วัดกรุณา (Karuna Temple) เดิมชื่อว่า “วัดดอนตาเสือ” เป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของชาวอำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท วัดแห่งนี้มีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับโครงการก่อสร้าง เขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งถือเป็นเขื่อนขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศไทย และเป็นจุดเริ่มต้นของระบบชลประทานสมัยใหม่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมทีวัดตั้งอยู่บริเวณคุ้งน้ำบางกระเบียน ซึ่งภายหลังถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ก่อสร้างเขื่อน เมื่อเริ่มดำเนินโครงการในปี พ.ศ. 2496 ชุมชนและวัดจึงต้องย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบัน พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดกรุณา” เพื่อความเป็นสิริมงคล สื่อถึงความเมตตาและความร่มเย็นเป็นสุขของบ้านเมือง หัวใจสำคัญของวัดที่ดึงดูดพุทธศาสนิกชนจากทั่วสารทิศ คือ พระพุทธมหาศิลา หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อหินใหญ่” ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ พระพุทธรูปองค์นี้สร้างจากศิลาทรายสีนวล มีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดชัยนาท และสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น พุทธลักษณะขององค์พระมีความสงบนิ่ง อ่อนโยน และเปี่ยมด้วยเมตตา พระพักตร์แสดงถึงความกรุณาและความหนักแน่นทางจิตใจ ทำให้หลวงพ่อหินใหญ่เป็นศูนย์รวมศรัทธาและเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตวิญญาณของชาวบ้านมาหลายร้อยปี ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อหินใหญ่เป็นที่เล่าขานสืบต่อกันมา โดยผู้ที่มากราบสักการะมักขอพรในเรื่องความสำเร็จ โชคลาภ การงาน การค้าขาย และความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต หลายคนเชื่อว่าหากตั้งจิตอธิษฐานด้วยความศรัทธาอย่างแน่วแน่จะประสบผลสำเร็จดังที่ตั้งใจ จึงมีผู้ขนานนามท่านว่า “หลวงพ่อสัมฤทธิ์ผล” บรรยากาศภายในพระอุโบสถมีความสงบ ขรึมขลัง และเหมาะแก่การนั่งสมาธิหรือสวดมนต์อย่างยิ่ง อีกทั้งในประวัติศาสตร์ยังมีเหตุการณ์สำคัญ เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินมานมัสการหลวงพ่อหินใหญ่ ในโอกาสเปิดเขื่อนเจ้าพระยาอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2500 ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของวัดในระดับประเทศ นอกจากคุณค่าทางศาสนาและประวัติศาสตร์แล้ว วัดกรุณายังมีทำเลที่ตั้งอันโดดเด่น เพราะอยู่ติดกับบริเวณสันเขื่อนเจ้าพระยา ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสทั้งความยิ่งใหญ่ของงานวิศวกรรมการจัดการน้ำ และความสงบทางจิตใจจากการกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บรรยากาศยามเช้าและยามเย็นริมแม่น้ำเจ้าพระยามีความร่มรื่น ลมพัดเย็นสบาย เหมาะแก่การเดินเล่น ถ่ายภาพ และพักผ่อนหย่อนใจ ภาพของสายน้ำกว้างใหญ่เคียงคู่กับองค์พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ สะท้อนถึงการผสมผสานอย่างกลมกลืนระหว่างความเจริญทางเทคโนโลยีและพลังแห่งศรัทธาทางศาสนา วัดกรุณาจึงมิได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น หากยังเป็นอนุสรณ์แห่งประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนสรรพยามาจนถึงปัจจุบัน ขอเชิญทุกท่านมาเยือน เพื่อสัมผัสพลังแห่งศรัทธา กราบขอพรจากหลวงพ่อหินใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต และร่วมรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญของชาติ ณ วัดกรุณา จังหวัดชัยนาท

[3652/3][2015-05-29]

วัดปากคลองมะขามเฒ่า วัดปากคลองมะขามเฒ่า (Pak Khlong Makham Thao Temple) หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ วัดหลวงปู่ศุข ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดชัยนาท และเป็นหมุดหมายสำคัญของนักสะสมวัตถุมงคลทั่วประเทศ วัดแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานและผูกพันกับบุคคลสำคัญของแผ่นดิน โดยเฉพาะในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงกลาง จึงไม่เพียงเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ หากยังเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องราวทางจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ไทยที่ทรงคุณค่า ความสำคัญของวัดนี้โดดเด่นจากการเป็นสถานที่จำพรรษาของ พระครูวิมลคุณากร (หลวงปู่ศุข เกสโร) พระเกจิอาจารย์ชื่อดังในสมัยรัชกาลที่ 4–6 ผู้ได้รับการยกย่องว่ามีวิทยาคมเข้มขลังและเปี่ยมด้วยเมตตาบารมี ตำนานเล่าขานถึงอิทธิฤทธิ์ของท่าน เช่น การเสกหัวปลีให้กลายเป็นกระต่าย หรือเสกคนให้เป็นจระเข้ ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องเล่าเชิงความเชื่อ แต่ก็สะท้อนถึงศรัทธาอันแรงกล้าที่ผู้คนมีต่อท่านอย่างลึกซึ้ง วัตถุมงคลที่สร้างโดยหลวงปู่ศุข โดยเฉพาะเหรียญและพระเนื้อโลหะยุคแรกๆ ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในพระเครื่องชั้นสูงที่ทรงพุทธคุณและหายากยิ่ง สายสัมพันธ์ระหว่างวัดกับราชวงศ์ไทยปรากฏชัดผ่านเรื่องราวของ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (เสด็จเตี่ย) ซึ่งทรงศรัทธาในบารมีของหลวงปู่ศุขอย่างยิ่ง และได้ถวายตัวเป็นศิษย์เพื่อศึกษาวิทยาคม สิ่งล้ำค่าที่สุดภายในวัดคือ ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ ที่ทรงร่วมวาดภาพพุทธประวัติตอนมารผจญด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง พร้อมข้าราชบริพาร ภาพจิตรกรรมดังกล่าวมีความโดดเด่นด้านเทคนิคการใช้แสงและเงา รวมถึงการสอดแทรกภาพเหมือนบุคคลจริงในยุคนั้น ซึ่งหาได้ยากในวัดร่วมสมัย จึงมีคุณค่าทั้งในเชิงศิลปกรรมและประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง บรรยากาศภายในวัดร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ และตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ บริเวณปากคลองมะขามเฒ่า ทำให้มีทัศนียภาพที่สงบงามและเย็นสบายตลอดทั้งวัน ภายในมีวิหารริมน้ำที่กว้างขวาง เหมาะสำหรับการสักการะและพักผ่อนจิตใจ ผู้มาเยือนมักตั้งใจมากราบขอพรในด้านโชคลาภ ความสำเร็จ และการคุ้มครองแคล้วคลาด อีกทั้งยังนิยมเช่าบูชาวัตถุมงคลที่สืบทอดสายพุทธคุณของหลวงปู่ศุข ซึ่งยังคงได้รับความนิยมสูงในวงการพระเครื่องมาจนถึงปัจจุบัน วัดปากคลองมะขามเฒ่าจึงมิใช่เพียงวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งของชัยนาท หากแต่เป็นมรดกทางศรัทธา ศิลปะ และประวัติศาสตร์ที่หลอมรวมกันอย่างลึกซึ้ง สะท้อนบทบาทของพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงอิทธิพลต่อทั้งสังคม ชุมชน และราชสำนักในช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย

[3473/1][2015-05-29]

งานมหกรรมหุ่นฟางนกชัยนาท จังหวัดชัยนาท ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงาน สุพรรณบุรี รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน กำหนดจัดงาน “มหกรรมหุ่นฟางนกและงานกาชาด จังหวัดชัยนาท ประจำปี ” ในระหว่างวันที่ 4-13 กุมภาพันธ์ ณ บริเวณสนามกีฬา เฉลิมพระเกียรติ และเขื่อนเรียงหิน หน้าศาลากลางจังหวัดชัยนาท   มีวัตถุประสงค์ เพื่อสืบสานประเพณีวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นรวมทั้งสนับสนุนส่งเสริมผลิตภัณฑ์ ชุมชน (OTOP) ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรและเป็นการส่งเสริมงานประเพณีรวมถึง การท่องเที่ยวตามปฏิทินท่องเที่ยวชัยนาท 12 เดือน หรือ “ปีแห่งการท่องเที่ยวชัยนาท 2554” (2011 VISIT CHAINAT YEAR)   กิจกรรมภายในงานประจำปีนี้ ประกอบไปด้วย การออกร้านกาชาดเพื่อการกุศล การประกวดหุ่นฟางนก ในประเภทหุ่นฟางนกสวยงามและหุ่นฟางนกไฮเทค การแข่งขัน ทำหุ่นฟางนกขนาดใหญ่ของกลุ่มอาชีพต่างๆ การจัดประกวดการทำหุ่นฟางนกขนาด เล็กในระดับนักเรียนนักศึกษา พิธีบวงสรวงศาลหลักเมือง การจัดขบวนแห่รูปหล่อ หลวงปู่ศุขและขบวนหุ่นฟางนกที่ยิ่งใหญ่ตระการตา พร้อมชมจุดวางหุ่นฟางนกที่มีการ ประดับตกแต่งฉากคู่กับหุ่นฟางนกได้อย่างลงตัว การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน การจัดกิจกรรมในส่วนราชการ การจัดมหกรรมอาหารอร่อย การออกร้านจำหน่ายสินค้า ราคาประหยัด การประกวดวงดนตรี ลูกทุ่ง การประกวดแม่สาวลูกสวย และกิจกรรม อื่นๆ อีกมากมาย      

[205/0][2015-05-29]

มหกรรมหุ่นฟางนก เป็นการนำฟางข้าวที่ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์ มาประดิษฐ์เป็นรูปนกขนาดใหญ่หลายชนิด โดยนก แต่ละชนิด นำมาติดตั้งบนรถแต่ละคัน ซึ่งตกแต่งไว้อย่างสวยงามเป็นรูปขบวน หลังจากการ ประกวดหุ่นฟางนกทั้งหมดจะนำมาตั้งแสดงที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัด

[628/9][2015-05-29]

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี (Chai Nat Muni National Museum) เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่สำคัญของจังหวัดชัยนาท จัดตั้งขึ้นเพื่อรวบรวม อนุรักษ์ และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมและโบราณวัตถุที่ค้นพบในพื้นที่จังหวัด โดยมีจุดเริ่มต้นจากศรัทธาอันแรงกล้าของ พระชัยนาทมุนี (นวม สุทตฺโต) อดีตเจ้าคณะจังหวัดชัยนาทและเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ผู้ได้รวบรวมโบราณวัตถุจำนวนมากจากการขุดค้นบริเวณวัดมหาธาตุและพื้นที่ใกล้เคียง ก่อนมอบให้กรมศิลปากรดำเนินการจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนและเยาวชนได้ศึกษาเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ตัวอาคารจัดแสดงเป็นอาคารทรงไทยประยุกต์สองชั้น ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดมหาธาตุ (อำเภอสรรคบุรี) ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นและเงียบสงบ ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งพื้นที่จัดแสดงอย่างเป็นลำดับ เริ่มตั้งแต่หลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ผ่านยุคทวารวดี ลพบุรี อู่ทอง จนถึงสมัยอยุธยาตอนต้น สะท้อนพัฒนาการของชุมชนโบราณในพื้นที่เมืองแพรกศรีราชา ซึ่งเคยเป็นเมืองสำคัญในลุ่มแม่น้ำน้อย หนึ่งในจุดเด่นคือการจัดแสดงพระพุทธรูปหินทรายและปูนปั้นที่มีความงดงามในศิลปะสมัยลพบุรีและอู่ทอง ลวดลายและพุทธลักษณะขององค์พระสะท้อนอิทธิพลศิลปกรรมเขมรและไทยผสมผสานกันอย่างลงตัว แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของศาสนาและวัฒนธรรมในภูมิภาคนี้เมื่อหลายร้อยปีก่อน บริเวณชั้นสองของพิพิธภัณฑ์ถือเป็นไฮไลต์สำคัญ จัดแสดงเครื่องถ้วยสังคโลกและเครื่องเคลือบหลากหลายรูปแบบที่ขุดพบในพื้นที่ รวมถึงพระพิมพ์ เครื่องมือเครื่องใช้ และโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและการค้าขายในลุ่มแม่น้ำน้อย โบราณวัตถุแต่ละชิ้นได้รับการจัดแสงและนำเสนอด้วยเทคนิคสมัยใหม่ พร้อมคำอธิบายประกอบที่ช่วยให้ผู้เข้าชมเข้าใจพัฒนาการทางสังคม เศรษฐกิจ และความเชื่อของผู้คนในอดีตได้อย่างลึกซึ้ง สำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้หลงใหลในโบราณคดี พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปรียบเสมือนขุมทรัพย์แห่งองค์ความรู้ด้านพุทธศิลป์และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ช่างภาพจะประทับใจกับความงดงามของพระพุทธรูปภายใต้การจัดแสงอย่างประณีต รวมถึงสถาปัตยกรรมอาคารทรงไทยที่ดูสง่างามและขรึมขลังในเวลาเดียวกัน การมาเยือนที่นี่จึงช่วยเติมเต็มความเข้าใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรม ก่อนออกไปสำรวจโบราณสถานที่กระจายตัวอยู่ทั่วอำเภอสรรคบุรี ขอเชิญทุกท่านร่วมเดินทางย้อนเวลา สำรวจความยิ่งใหญ่ของบรรพบุรุษชาวชัยนาท ผ่านโบราณวัตถุอันทรงคุณค่า ที่สะท้อนถึงศรัทธา ความประณีต และภูมิปัญญาของช่างไทยที่สืบทอดต่อเนื่องมาหลายศตวรรษ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี

[3172/0][2015-05-29]

วัดเขาท่าพระ วัดเขาท่าพระ (Khao Tha Phra Temple) เป็นวัดที่มีความสำคัญทางจิตใจอย่างยิ่งต่อชาวจังหวัดชัยนาท ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาท่าพระ หรือที่บางคนเรียกว่า “เขาขยาย” ในตำบลเขาท่าพระ วัดแห่งนี้เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชุมชนมาอย่างยาวนาน โดดเด่นด้วยทำเลที่ตั้งบนพื้นที่เนินเขาที่รายล้อมด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ทั้งต้นไม้นานาพันธุ์และอากาศที่บริสุทธิ์ แม้ว่าปัจจุบันพื้นที่ภายในวัดจะได้รับการปรับปรุงให้สะดวกสบายและรองรับผู้มาเยือนได้มากขึ้น แต่ยังคงรักษาบรรยากาศที่เงียบสงบ เป็นส่วนตัว และเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิ หรือพักผ่อนจิตใจจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน หัวใจสำคัญที่ดึงดูดสาธุชนคือ รอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งประดิษฐานอยู่บนยอดเขา ทุกปีในช่วงวันเพ็ญเดือนสาม (วันมาฆบูชา) จะมีการจัดงานเทศกาลสมโภชและปิดทองรอยพระพุทธบาทอย่างยิ่งใหญ่ ชาวบ้านและผู้มีจิตศรัทธาจะพร้อมใจกันเดินขึ้นเขาเพื่อร่วมทำบุญ สืบสานประเพณีอันงดงามที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน บรรยากาศในวันงานเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และความสามัคคีของชุมชน ภายในพระอุโบสถและวิหารยังประดับด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังที่งดงาม ถ่ายทอดเรื่องราวพุทธประวัติและทศชาติชาดกอย่างละเอียดอ่อน แสดงถึงคุณค่าทางพุทธศิลป์และภูมิปัญญาช่างไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และศึกษา การเดินขึ้นเขาท่าพระถือเป็นประสบการณ์ที่ทั้งร่มรื่นและสดชื่น ด้วยเงาไม้ตลอดสองข้างทาง ปัจจุบันวัดได้ปรับปรุงบันไดทางขึ้นให้แข็งแรงและสวยงามมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีถนนลาดยางสำหรับผู้ที่ประสงค์จะขับรถขึ้นไปยังยอดเขา เมื่อถึงด้านบน ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสสายลมเย็นสบายและทัศนียภาพที่สามารถมองเห็นตัวเมืองชัยนาทและพื้นที่โดยรอบได้อย่างกว้างไกล เป็นจุดชมวิวที่ผสมผสานความศรัทธาและความงดงามของธรรมชาติไว้อย่างลงตัว สำหรับนักท่องเที่ยวสายถ่ายภาพและครอบครัว วัดเขาท่าพระมีมุมพักผ่อนหลากหลาย ทั้งศาลาพักใจ พื้นที่สวนป่าธรรมชาติ และบรรยากาศที่มีนกหลากชนิดบินมาให้ชมตามฤดูกาล แสงแดดยามบ่ายที่ส่องผ่านแมกไม้ช่วยสร้างภาพเงาที่งดงาม เหมาะแก่การเก็บภาพความประทับใจ การมาเยือนที่นี่จึงเป็นการผสมผสานระหว่างการทำบุญ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นในคราวเดียวกัน ขอเชิญทุกท่านมาสัมผัสพลังแห่งศรัทธา กราบขอพรหลวงพ่อบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมชื่นชมความงามของธรรมชาติและวิวทิวทัศน์อันกว้างไกลเหนือเมืองชัยนาท ณ วัดเขาท่าพระแห่งนี้

[3558/0][2015-05-29]

วัดเขาสรรพยา วัดเขาสรรพยา (Khao Sapphaya Temple) เป็นวัดที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นตั้งอยู่บนเนินเขาขนาดย่อมในอำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ด้วยทำเลที่ตั้งบนที่สูงทำให้วัดแห่งนี้มองเห็นทัศนียภาพโดยรอบได้อย่างกว้างไกล และมีบรรยากาศที่เงียบสงบเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม ตามตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า ภูเขาแห่งนี้คือสถานที่ที่หนุมานได้มาค้นหาสมุนไพร “สังกรณีตรีชวา” หรือ “ตัวยาสรรพยา” เพื่อนำไปรักษาพระลักษณ์ที่ต้องศรของทศกัณฐ์ในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ จึงเป็นที่มาของชื่อ “สรรพยา” ซึ่งมีความหมายถึงแหล่งรวมยาสมุนไพรนานาชนิด และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์และพลังแห่งการเยียวยามาอย่างยาวนาน วัดแห่งนี้ยังมีความสำคัญทางจิตใจของชาวบ้าน เนื่องจากเคยเป็นสถานที่จำพรรษาของ หลวงปู่เฟื่อง พระเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพศรัทธาอย่างสูงของชาวชัยนาท ภายในวัดมีวิหารที่ประดิษฐานรูปหล่อของหลวงปู่เฟื่อง เพื่อให้ศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนได้มากราบไหว้ขอพร เชื่อกันว่าท่านเป็นพระผู้มีเมตตาและมีพลังจิตแก่กล้า ผู้คนจึงมักมาขอพรในเรื่องสุขภาพ ความเจริญก้าวหน้า และความร่มเย็นในชีวิต อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือ ถ้ำขนาดเล็กบนภูเขา ซึ่งในอดีตเคยเป็นสถานที่บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานของพระภิกษุสงฆ์ ถ้ำแห่งนี้ยังคงบรรยากาศที่สงบ ขรึมขลัง และเงียบงัน เหมาะแก่การนั่งสมาธิและสำรวมจิตใจ เมื่อก้าวเข้าไปภายในจะสัมผัสได้ถึงความเย็นสบายและความสงัดที่ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายจากความวุ่นวายภายนอก การเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาสรรพยาเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าประทับใจ เส้นทางขึ้นเขามีลักษณะเป็นบันไดและทางเดินที่ร่มรื่น สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และพรรณไม้นานาชนิด ทำให้อากาศบริสุทธิ์และสดชื่นตลอดทาง เมื่อขึ้นถึงด้านบนจะพบพระอุโบสถและเจดีย์ที่ตั้งสง่างามบนยอดเขา รวมถึงเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของอำเภอสรรพยาและคุ้งน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างสุดสายตา โดยเฉพาะในช่วงยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า แสงสีทองสะท้อนผืนน้ำและท้องฟ้า เป็นภาพที่งดงามและสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่รักการเดินป่าระยะสั้น นักถ่ายภาพ หรือผู้ที่ต้องการสถานที่พักผ่อนทางจิตใจ วัดเขาสรรพยาเป็นจุดหมายที่ผสมผสานทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และความศรัทธาได้อย่างลงตัว นักท่องเที่ยวสามารถเดินสำรวจร่องรอยตำนานพื้นบ้านผ่านสถาปัตยกรรมและสถานที่สำคัญภายในวัด พร้อมซึมซับพลังแห่งศรัทธาที่หลอมรวมกับธรรมชาติอันเงียบสงบได้อย่างลึกซึ้ง ขอเชิญทุกท่านมาค้นพบตำนานแห่งสมุนไพรและกราบขอพรหลวงปู่เฟื่อง เพื่อเสริมสิริมงคลในชีวิต พร้อมพักผ่อนจิตใจท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติบนยอดเขาสรรพยา สถานที่ที่ตำนาน ศรัทธา และความสงบได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

[3736/0][2015-05-29]

วัดมหาธาตุ ชัยนาท วัดมหาธาตุ (Mahathat Temple) เป็นวัดโบราณที่มีความสำคัญสูงสุดทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ การเมือง และศิลปกรรมของอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ในอดีตวัดแห่งนี้มีฐานะเป็นวัดหลวงประจำเมืองแพรกศรีราชา ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญในช่วงรอยต่อก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา นักวิชาการสันนิษฐานว่าวัดมหาธาตุอาจสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนอยุธยา และได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยอยุธยาตอนต้น สะท้อนถึงบทบาทของเมืองแห่งนี้ในฐานะศูนย์กลางทางศาสนาและการปกครองของลุ่มแม่น้ำน้อย จุดเด่นที่ถือเป็นเอกลักษณ์ระดับชาติคือ พระมหาธาตุเจดีย์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เจดีย์กลีบมะเฟือง” เจดีย์องค์นี้มีรูปทรงปรางค์สูงสง่า ฐานทำมุมหยักเป็นเหลี่ยมคล้ายกลีบมะเฟือง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของศิลปะยุคต้นอยุธยา โครงสร้างมีความมั่นคงและได้สัดส่วนอย่างงดงาม ผนังประดับซุ้มจระนำที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น ภาพลวดลายกนกและรายละเอียดทางศิลปกรรมที่ยังคงปรากฏให้เห็น แสดงถึงฝีมือช่างชั้นสูงและความเจริญรุ่งเรืองของงานพุทธศิลป์ในยุคนั้น เจดีย์องค์นี้จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์ที่สุดของศิลปะอยุธยาตอนต้นในภูมิภาคภาคกลาง ภายในวิหารหลวงประดิษฐาน “หลวงพ่อหมอ” พระพุทธรูปศิลาแลงปางมารวิชัยที่มีพุทธลักษณะขรึมขลังและสงบเย็น ชาวบ้านเชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ในด้านการรักษาโรคภัยไข้เจ็บและคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัย ทำให้วัดมหาธาตุยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนมาจนถึงปัจจุบัน บรรยากาศภายในวิหารเงียบสงบและเปี่ยมด้วยศรัทธา สะท้อนความผูกพันระหว่างศาสนาและวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ บริเวณโดยรอบยังมีโบราณสถานสำคัญอื่น ๆ เช่น วิหารพระพุทธไสยาสน์ ซากฐานอาคารโบราณ และแนวกำแพงแก้วที่ยังคงเค้าโครงผังวัดแบบเมืองโบราณอย่างชัดเจน องค์ประกอบเหล่านี้ช่วยให้เห็นภาพความยิ่งใหญ่ของเมืองแพรกศรีราชาในอดีต ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาและการค้าของลุ่มแม่น้ำน้อย การเดินชมวัดมหาธาตุจึงเปรียบเสมือนการศึกษาประวัติศาสตร์ผ่านสถาปัตยกรรมที่ยังคงยืนหยัดท้าทายกาลเวลา วัดมหาธาตุไม่ได้เป็นเพียงโบราณสถานที่ทรงคุณค่าเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนพัฒนาการของศิลปะจากยุคก่อนอยุธยาสู่ความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยา สำหรับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และรากเหง้าของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน วัดมหาธาตุคือจุดหมายที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

[3275/0][2015-05-29]

วัดสองพี่น้อง ชัยนาท วัดสองพี่น้อง (Song Phi Nong Temple) เป็นหนึ่งในโบราณสถานสำคัญของกลุ่มเมืองแพรกศรีราชา หรืออำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เมืองโบราณแห่งนี้เคยเป็นเมืองหน้าด่านที่มีบทบาทสำคัญทั้งด้านการปกครอง การค้า และพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อระหว่างอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยา ชื่อของวัด “สองพี่น้อง” มีที่มาจากลักษณะโดดเด่นของเจดีย์ประธานสององค์ที่ตั้งอยู่เคียงกันอย่างชัดเจน เปรียบเสมือนพี่น้องที่ยืนหยัดคู่กันผ่านกาลเวลาหลายร้อยปี กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ผู้มาเยือนจดจำได้ทันที เจดีย์องค์ใหญ่มีลักษณะเป็นทรงปรางค์แบบศิลปะอยุธยาตอนต้น หรือศิลปะอู่ทอง ซึ่งเน้นสัดส่วนที่สูงชะลูด ฐานย่อมุม และการจัดวางองค์ประกอบอย่างมั่นคง สะท้อนแนวคิดจักรวาลตามคติพุทธศาสนา ส่วนเจดีย์องค์เล็กมีรูปทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ อันเป็นรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย มีเส้นสายอ่อนช้อยและความสมดุลทางสัดส่วน การตั้งอยู่คู่กันของเจดีย์ทั้งสององค์จึงมิได้เป็นเพียงความบังเอิญทางสถาปัตยกรรม แต่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรม ศิลปกรรม และความเชื่อของสองอาณาจักรใหญ่ในอดีต ภายในบริเวณวัดยังปรากฏซากฐานวิหารและสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ที่ก่อด้วยอิฐและศิลาแลง แสดงให้เห็นถึงเทคนิคการก่อสร้างในยุคโบราณอย่างชัดเจน นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญของชุมชนในพื้นที่ ภายในวิหารโบราณเป็นที่ประดิษฐาน หลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย พระพักตร์สงบนิ่ง เปี่ยมด้วยเมตตา และมีลักษณะศิลปกรรมที่สะท้อนอิทธิพลศิลปะอู่ทองได้อย่างเด่นชัด แม้กาลเวลาจะทำให้บางส่วนชำรุดทรุดโทรม แต่ความงดงามและความขลังยังคงสัมผัสได้อย่างลึกซึ้ง กรมศิลปากรได้เข้ามาดำเนินการสำรวจ บูรณะ และดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทำให้โบราณสถานยังคงโครงสร้างสำคัญไว้ได้เป็นอย่างดี พื้นที่โดยรอบได้รับการจัดภูมิทัศน์ให้สะอาด เป็นระเบียบ และเหมาะแก่การศึกษาเรียนรู้ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมรายละเอียดของฐานเจดีย์ ลวดลายปูนปั้นที่ยังหลงเหลือ และรูปแบบการเรียงอิฐที่สะท้อนภูมิปัญญาช่างในอดีตได้อย่างใกล้ชิด บรรยากาศของวัดสองพี่น้องมีความสงบ ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ ให้ความรู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับไปสู่อดีตที่เมืองสรรคบุรีเคยรุ่งเรือง วัดตั้งอยู่ใกล้กับวัดมหาธาตุและวัดพระยาแพรก ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มโบราณสถานเมืองแพรกศรีราชา ทำให้สามารถวางแผนเดินเที่ยวชมทั้งหมดได้ภายในบริเวณเดียวกัน การมาเยือนวัดสองพี่น้องจึงไม่ใช่เพียงการชมซากโบราณสถาน แต่เป็นการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เมืองหน้าด่านที่เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญของลุ่มแม่น้ำน้อย และเป็นการสัมผัสพลังแห่งศรัทธาและความประณีตของช่างฝีมือที่สืบทอดต่อเนื่องมานับหลายศตวรรษ

[2623/0][2015-05-29]

วัดพระแก้ว ชัยนาท วัดพระแก้ว (Phra Kaew Temple) เป็นโบราณสถานสำคัญที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าแพรกศรีราชา หรืออำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เมืองโบราณแห่งนี้เคยมีบทบาทโดดเด่นในช่วงรอยต่อระหว่างสมัยอู่ทองและอยุธยาตอนต้น และเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและการปกครองของลุ่มแม่น้ำน้อย นักวิชาการสันนิษฐานว่าวัดพระแก้วมีอายุย้อนกลับไปอย่างน้อยในสมัยอยุธยาตอนต้น หรืออาจเก่ากว่านั้น โดยพิจารณาจากรูปแบบสถาปัตยกรรมและองค์ประกอบทางศิลปกรรมที่ยังคงปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน สิ่งที่ทำให้วัดพระแก้วมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติคือ องค์เจดีย์ประธาน ซึ่งถือเป็นผลงานช่างที่งดงามและสมบูรณ์แบบที่สุดองค์หนึ่งในภูมิภาค เจดีย์มีฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ยกสูงเหนือพื้นดิน แสดงถึงความมั่นคงและความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ ฐานประดับซุ้มจระนำทั้งสี่ทิศ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นที่ยังคงความงดงามแม้ผ่านกาลเวลาหลายร้อยปี องค์ระฆังคว่ำที่ตั้งอยู่เหนือฐานมีสัดส่วนอ่อนช้อย สมดุล และต่อเนื่องขึ้นสู่ยอดอย่างสง่างาม ความวิจิตรของลวดลายและความลงตัวของสัดส่วนทำให้เจดีย์องค์นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชินีแห่งเจดีย์” แห่งลุ่มแม่น้ำน้อย และถือเป็นตัวแทนศิลปะอู่ทองที่พัฒนาไปสู่ศิลปะอยุธยาอย่างชัดเจน อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญคือ วิหารหลวงพ่อฉาย ซึ่งเป็นอาคารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาแลงที่มีพุทธลักษณะงดงามและแตกต่างจากพระพุทธรูปทั่วไป พระพักตร์มีความสงบนิ่ง เปี่ยมด้วยเมตตา สะท้อนอิทธิพลทางศิลปกรรมยุคต้นที่ยังคงกลิ่นอายของศิลปะขอมผสมผสานกับพุทธศิลป์ไทย สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือทับหลังด้านหลังองค์พระ ซึ่งแกะสลักเป็นภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ตามแบบศิลปะขอม การนำทับหลังโบราณจากยุคก่อนหน้ามาประดิษฐานร่วมกับพระพุทธรูปในวิหาร แสดงให้เห็นถึงการสืบทอดและผสมผสานวัฒนธรรมอย่างกลมกลืนในพื้นที่แห่งนี้ ภายในบริเวณวัดยังปรากฏซากฐานอาคารโบราณ เจดีย์ราย และองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมอื่น ๆ ที่ช่วยสะท้อนถึงความรุ่งเรืองของเมืองแพรกศรีราชาในอดีต บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ที่เงียบสงบและขรึมขลัง มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขนาดย่อมจัดแสดงโบราณวัตถุที่ขุดพบในพื้นที่ เช่น พระพุทธรูปหินทราย เศษเครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือเครื่องใช้โบราณ และชิ้นส่วนประดับสถาปัตยกรรม สิ่งเหล่านี้ช่วยเติมเต็มภาพความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิต ความเชื่อ และพัฒนาการทางศิลปกรรมของชุมชนในอดีต การมาเยือนวัดพระแก้วจึงไม่ใช่เพียงการชมเจดีย์ที่งดงามเท่านั้น แต่ยังเป็นการเดินทางย้อนเวลาสู่ยุคที่เมืองสรรคบุรีเคยเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและศิลปะที่สำคัญของภาคกลางตอนบน สำหรับผู้ที่หลงใหลในประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และร่องรอยอารยธรรมโบราณ วัดพระแก้วถือเป็นสถานที่ที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

[2819/0][2015-05-29]