ศาลหลักเมืองสกลนคร และศาลเจ้าพ่อมเหสักข์ ศาลหลักเมืองสกลนคร และศาลเจ้าพ่อมเหสักข์ (Sakon Nakhon City Pillar Shrine and the Chao Pho Mahesak Shrine) คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่รวมความศรัทธาของชาวสกลนครไว้อย่างเหนียวแน่น โดยตั้งอยู่บริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ (สระพังทอง) ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญทางประวัติศาสตร์มาแต่โบราณ ความโดดเด่นของสถานที่แห่งนี้คือการประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์สองส่วนอยู่เคียงคู่กัน ส่วนแรกคือ "ศาลเจ้าพ่อมเหสักข์" ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิมที่มีความเชื่อสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยขอมโบราณ ตามตำนานท้องถิ่นเชื่อว่าท่านเป็นเทพารักษ์หรือวิญญาณบรรพบุรุษผู้ปกปักรักษาเมืองหนองหาน (ชื่อเดิมของสกลนคร) มาช้านาน เดิมทีศาลเจ้าพ่อมเหสักข์เป็นเพียงศาลไม้ขนาดเล็ก แต่ด้วยความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อความศักดิ์สิทธิ์ในการดลบันดาลความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรือง จึงได้มีการบูรณะก่อสร้างอาคารใหม่ให้เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยประยุกต์ที่สง่างามดังที่เห็นในปัจจุบัน ในส่วนของ "ศาลหลักเมืองสกลนคร" นั้น ถือเป็นเครื่องหมายแห่งการสร้างบ้านแปลงเมืองที่เป็นระเบียบตามคติความเชื่อแบบไทย โดยเสาหลักเมืองนี้ทำจากไม้มงคลขนาดใหญ่ ยอดเสาแกะสลักเป็นรูปดอกบัวตูมอย่างวิจิตรบรรจง บรรจุแผ่นดวงเมืองเพื่อให้เกิดความมั่นคงแก่จังหวัด อาคารศาลหลักเมืองถูกออกแบบให้มีลักษณะโถงจตุรมุข มียอดแหลมตามแบบสถาปัตยกรรมไทย เน้นโทนสีขาวและสีทองสื่อถึงความบริสุทธิ์และความเจริญรุ่งเรือง พื้นที่โดยรอบจัดเป็นสวนหย่อมที่สะอาดตาและเงียบสงบ ความสำคัญของศาลแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่โบราณสถาน แต่เป็น "ศูนย์รวมจิตใจ" ของคนทุกชนชั้น ในแต่ละวันจะมีผู้คนหลั่งไหลมาสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพค้าขายและข้าราชการมักจะมาขอพรให้หน้าที่การงานราบรื่น นอกจากนี้ในทุกๆ ปี ในช่วงวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 3 จะมีพิธีบวงสรวงครั้งใหญ่ที่เรียกว่า "งานบุญเดือนสาม" ซึ่งเป็นประเพณีสืบทอดกันมาเพื่อขอบคุณเจ้าพ่อมเหสักข์ที่คุ้มครองเมืองให้พ้นจากภัยพิบัติและบันดาลให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล การมาเยือนศาลหลักเมืองสกลนครจึงเป็นการสัมผัสถึงรากเหง้าความเชื่อที่ผสมผสานระหว่างคติพราหมณ์ คติพุทธ และการนับถือผีบรรพบุรุษที่ยังคงมีลมหายใจอยู่ในวิถีชีวิตคนเมืองสกลนครอย่างแท้จริง

[85/0][2025-11-02]

คฤหาสน์โสรินทร์ คฤหาสน์โสรินทร์ (Sorin Mansion) หรือที่รู้จักในนาม บ้านโบราณองเลื่อง โสรินทร์ ถือเป็นอัญมณีทางสถาปัตยกรรมที่ล้ำค่าที่สุดแห่งหนึ่งในหมู่บ้านท่าแร่ โดยถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2475 โดยนายองเลื่อง โสรินทร์ คหบดีชาวเวียดนามผู้มั่งคั่งในสมัยนั้น ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบอาณานิคมฝรั่งเศส ที่ผสมผสานกลิ่นอายตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ความมหัศจรรย์ของอาคารหลังนี้อยู่ที่กระบวนการก่อสร้างแบบโบราณที่ ไม่ใช้เหล็กและปูนซีเมนต์ แม้แต่กิโลกรัมเดียว แต่ใช้ภูมิปัญญาการก่ออิฐถือปูนด้วยส่วนผสมของ ปูนขาว ยางบง น้ำอ้อย และทราย ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทำให้โครงสร้างมีความยืดหยุ่นและยืนหยัดผ่านกาลเวลามาได้เกือบหนึ่งศตวรรษโดยไม่พังทลาย โครงสร้างภายนอกโดดเด่นด้วย ผนังสีเหลืองมัสตาร์ด ตัดกับขอบประตูหน้าต่างสีเขียวและขาวอย่างมีเอกลักษณ์ ซุ้มประตูและหน้าต่างถูกออกแบบเป็น รูปทรงโค้ง ตามแบบฉบับยุโรปโบราณ ซึ่งนอกจากจะให้ความสวยงามแล้ว ยังช่วยในเรื่องการถ่ายเทน้ำฝนและการรับน้ำหนักของตัวอาคาร พื้นที่ภายในและส่วนประกอบของบ้าน เช่น กลอนประตูและอุปกรณ์ตกแต่งบางชิ้น เป็นงานฝีมือที่สั่งนำเข้าโดยตรงจาก ประเทศฝรั่งเศส เพื่อแสดงถึงฐานะและความรสนิยมอันวิไลในยุคที่การค้าขายระหว่างอินโดจีนและไทยเฟื่องฟู ในอดีตคฤหาสน์หลังนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่พักอาศัย แต่ยังเคยเปิดเป็น ร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ด ที่ใหญ่ที่สุดในย่านนั้น เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนสินค้าและวัฒนธรรมของชาวคาทอลิกในชุมชนท่าแร่ แม้ในปัจจุบันตัวคฤหาสน์จะไม่มีผู้อยู่อาศัยประจำ แต่ทาง ทายาทตระกูลโสรินทร์ ยังคงทุ่มเทงบประมาณและแรงกายแรงใจในการบูรณะรักษาโครงสร้างเดิมไว้อย่างดีเยี่ยม เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เข้ามาศึกษาประวัติศาสตร์และสัมผัสบรรยากาศความคลาสสิกของ สถาปัตยกรรมยุคอาณานิคม ที่หาชมได้ยากยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

[86/0][2025-09-20]

กัสจัง คาเฟ่ และโรงคั่วกาแฟ กัสจัง คาเฟ่ และโรงคั่วกาแฟ (Guzzjung Cafe’ and Alexkoff Roaster) ตั้งอยู่ใจกลางชุมชนท่าแร่ จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นย่านประวัติศาสตร์ที่มีอาคารหินโบราณและอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอลเป็นแลนด์มาร์คสำคัญ คาเฟ่แห่งนี้ออกแบบให้เข้ากับบรรยากาศชุมชน โดยผสมผสานความคลาสสิกของบ้านเก่าโคโลเนียลเข้ากับการตกแต่งร่วมสมัย จึงกลายเป็นจุดหมายสำหรับคนรักกาแฟและนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสกลิ่นอายเมืองเก่าในบรรยากาศสบาย ๆ ภายในร้านมีโรงคั่วกาแฟที่คัดสรรเมล็ดกาแฟคุณภาพ คั่วเองอย่างพิถีพิถัน ทำให้เครื่องดื่มทุกแก้วมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ เมนูยอดนิยม ได้แก่ กาแฟดริป, คาปูชิโน่ร้อน, Dirty Coffee, โกโก้เย็นเข้มข้น และเค้กโฮมเมดหลากชนิด เหมาะทั้งสำหรับคอกาแฟ นักท่องเที่ยวที่ต้องการแวะพัก รวมถึงผู้ที่ชอบถ่ายภาพเก็บบรรยากาศเมืองเก่า เพราะตัวร้านตั้งอยู่ไม่ไกลจาก ตึกหินโบราณท่าแร่ และสามารถเดินชมชุมชนเก่าได้ในระยะใกล้

[279/0][2025-09-20]

ตึกหินโบราณ ท่าแร่ ชุมชนบ้านท่าแร่ไม่ได้เป็นเพียงหมู่บ้านที่มีผังเมืองสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในภาคอีสานเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ตั้งของ ตึกหินโบราณ ท่าแร่ (Ancient Stone Building Tha Rae) ซึ่งเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตที่บอกเล่าเรื่องราวการอพยพและการตั้งถิ่นฐานของคริสตศาสนิกชนชาวเวียดนามและฝรั่งเศสในอดีต อาคารหลังนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตในช่วงปี พ.ศ. 2475 โดยช่างฝีมือชาวเวียดนามที่นำเอาองค์ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมตะวันตกมาประยุกต์เข้ากับวัสดุในท้องถิ่นอย่างลงตัว จนกลายเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ โคโลเนียล ที่หาชมได้ยากยิ่งในปัจจุบัน ความโดดเด่นที่ทำให้ตึกแห่งนี้แตกต่างจากอาคารโบราณทั่วไปคือ เทคนิคการก่อสร้างแบบดั้งเดิม ที่ไม่ใช้ปูนซีเมนต์เป็นส่วนประกอบหลัก แต่เป็นการนำหินทราย อิฐเผา มาประสานเข้าด้วยกันด้วยสูตรลับเฉพาะของช่างโบราณที่ใช้ยางบงผสมกับปูนขาวทรายและน้ำอ้อย จนเกิดเป็นโครงสร้างที่แข็งแรงทนทานผ่านกาลเวลามาร่วมศตวรรษ รูปทรงของอาคารมีการเล่นระดับและประดับตกแต่งด้วย ซุ้มประตูและหน้าต่างทรงโค้ง ที่สะท้อนถึงรสนิยมแบบยุโรปยุคเก่า ในขณะที่ลวดลายปูนปั้นเหนือกรอบหน้าต่างยังคงร่องรอยความอ่อนช้อยของศิลปะฝรั่งเศสที่ผสมผสานกับกลิ่นอายตะวันออกได้อย่างมีเสน่ห์ แม้ในปัจจุบันสภาพของอาคารจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เหลือเพียงผนังอิฐสีส้มอมแดงและร่องรอยความเก่าขรึมของหินทราย แต่กลับกลายเป็น ความงามเชิงศิลปะที่ทรงพลัง ดึงดูดช่างภาพและนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสบรรยากาศที่เหมือนหยุดเวลาไว้ในอดีต การเดินเที่ยวชมอาคารหลังนี้ไม่ได้เป็นเพียงการถ่ายภาพความสวยงามภายนอกเท่านั้น แต่เป็นการซึมซับเรื่องราวของครอบครัวผู้สร้างอาคารที่เคยรุ่งเรืองจากการค้าขายและเป็นส่วนสำคัญในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนท่าแร่ ซึ่งยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางความเชื่อและวัฒนธรรมคาทอลิกที่เข้มแข็งมาจนถึงทุกวันนี้

[66/0][2025-09-19]

อุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก อุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก (Phu Pha Lek National Park) เป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งทาง ยุทธศาสตร์ธรรมชาติของภาคอีสาน โดยครอบคลุมพื้นที่รอยต่อถึง 3 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร อุดรธานี และกาฬสินธุ์ สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพานที่ทอดยาวสลับซับซ้อน พื้นผิวโลกในบริเวณนี้ถูกกัดเซาะตามกาลเวลาจนเกิดเป็นหน้าผาหินทรายที่สูงชันและสง่างาม โดยเฉพาะบริเวณ ภูอ่างและภูผาเหล็ก ซึ่งเป็นจุดสูงสุดที่ส่งผลให้มีสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี และเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่ไหลลงสู่พื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ ทำให้ผืนป่าแห่งนี้ยังคงความเขียวขจีและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ทั้งป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้งที่อุดมไปด้วยสมุนไพรและไม้ยืนต้นหายาก หัวใจสำคัญที่ทำให้อุทยานแห่งนี้แตกต่างจากที่อื่นคือ มิติทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกหน้าผา โดยเฉพาะที่ ผาผักหวาน ซึ่งมีการค้นพบภาพเขียนสีโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุยาวนานกว่า 3,000 ปี แสดงให้เห็นถึงร่องรอยการตั้งถิ่นฐานและการดำรงชีวิตของมนุษย์ในอดีตผ่านภาพลายเส้นสีแดงที่ยังคงความชัดเจนมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ในด้านธรณีวิทยา ยังมีการค้นพบ สุสานไดโนเสาร์ ที่พบรอยเท้าและซากฟันของไดโนเสาร์กินเนื้อกระจายตัวอยู่ตามลานหิน ทำให้ที่นี่เป็นเสมือนห้องเรียนธรรมชาติขนาดใหญ่ที่รอให้ผู้มาเยือนเข้ามาค้นหาความลับของโลกในอดีต สำหรับนักท่องเที่ยวสายผจญภัยและผู้ที่รักความเงียบสงบ การเดินเท้าลัดเลาะไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติเพื่อไปยัง ผาสุริยันต์และผาดงก่อ ถือเป็นไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด เพราะท่านจะได้ยืนอยู่บนจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพแบบพาโนรามาของอำเภอส่องดาวและอำเภอวังสามหมอได้อย่างสุดสายตา ในช่วงเช้าของฤดูหนาวมักจะมี ทะเลหมอกสีขาวละมุน ลอยเข้ามากระทบหน้าผา สร้างบรรยากาศที่ราวกับอยู่บนสวรรค์ ขณะที่ยามค่ำคืนลานกางเต็นท์ของที่นี่ถือเป็นหนึ่งในจุดที่ ดูดาวได้ชัดเจนที่สุด แห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร เนื่องจากอยู่ห่างไกลจากมลภาวะทางแสงของตัวเมือง

[73/0][2025-09-19]

วงเวียนพระเวสสันดร วงเวียนพระเวสสันดรตั้งอยู่ที่บ้านท่าวัด ตำบลปทุมวาปี เป็นจุดศูนย์กลางการเดินทางในอำเภอส่องดาว สามารถเชื่อมต่อไปยังวัดถ้ำพวงและพิพิธภัณฑ์หลวงปู่วัน อุตตโม ได้สะดวก รอบวงเวียนมีบรรยากาศสงบ เหมาะสำหรับการถ่ายภาพและพักผ่อน มีความสำคัญทั้งด้านศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ บริเวณใกล้เคียงยังมีสวนดาวกระจายและหอชมวิวส่องดาวในอุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก ซึ่งสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของอำเภอส่องดาวได้อย่างกว้างไกล ทั้งยังเป็นจุดพักรถและจุดถ่ายภาพที่นิยมของนักท่องเที่ยว

[30/0][2025-09-19]

อุทยานบัว อุทยานบัว (Lotus Park) เฉลิมพระเกียรติแห่งนี้เปรียบเสมือนอัญมณีเม็ดงามทางการท่องเที่ยวของจังหวัดสกลนคร โดยถูกสร้างขึ้นภายในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา พื้นที่อันกว้างขวางนี้ไม่ได้เป็นเพียงสวนสาธารณะทั่วไป แต่เป็นศูนย์รวมพันธุ์บัวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งรวบรวมสายพันธุ์บัวทั้งในประเทศและต่างประเทศไว้มากกว่าร้อยสายพันธุ์ บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ที่ตั้งอยู่ติดกับบึงหนองหาร แหล่งน้ำจืดที่มีชื่อเสียงและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทำให้บรรยากาศโดยรอบมีความชุ่มชื้นและเย็นสบายตลอดทั้งปี สภาพภูมิทัศน์ภายในอุทยานถูกออกแบบมาอย่างประณีตเพื่อให้ผู้เข้าชมได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละส่วน จุดที่ถือเป็นหัวใจสำคัญคือสะพานไม้สีแดงทอดยาวที่ตัดผ่านใจกลางบึงบัวขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยให้เราสามารถเดินเข้าไปสัมผัสความงามของดอกบัวสีสันต่างๆ ทั้งชมพู ขาว และม่วงได้อย่างใกล้ชิดท่ามกลางใบบัวที่ขึ้นเรียงรายหนาแน่นจนเกือบเต็มพื้นที่น้ำ นอกจากความสวยงามของพรรณไม้แล้ว สิ่งที่ดึงดูดใจผู้คนมากที่สุดคือประติมากรรมพญานาคเผือกหรือพญานาคสีขาวขนาดใหญ่ที่ตั้งโดดเด่นอยู่ริมฝั่ง ซึ่งถือเป็นจุดเช็คอินที่สะท้อนถึงความเชื่อและความศรัทธาในลุ่มแม่น้ำโขงได้อย่างวิจิตรบรรจง นอกจากจะเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจที่มอบทัศนียภาพอันงดงามแล้ว อุทยานบัวแห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นห้องเรียนธรรมชาติและศูนย์วิจัยระดับประเทศ ภายในมีอาคารนิทรรศการที่ให้ความรู้เกี่ยวกับวงจรชีวิตของบัว การจำแนกสายพันธุ์ และความสำคัญของบัวในทางวัฒนธรรมไทย ผู้เข้าชมจะได้เห็นความแตกต่างระหว่างบัวหลวง บัวสาย และบัวประดับที่หาดูได้ยากในชีวิตประจำวัน ความเงียบสงบของสถานที่ประกอบกับลมพัดอ่อนๆ จากบึงหนองหาร ทำให้อุทยานบัวสกลนครกลายเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการมาเติมพลังชีวิต การถ่ายภาพพอร์ตเทรต และการศึกษาระบบนิเวศพืชน้ำไปพร้อมๆ กัน

[56/0][2025-09-15]

น้ำตกเก้าชั้น อช ภูผาเหล็ก น้ำตกเก้าชั้น (Kao Chan Waterfall) หรือที่รู้จักกันในนามความภูมิใจแห่ง อุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก คือประติมากรรมทางธรรมชาติที่รังสรรค์ขึ้นจากการทับถมของผลึกหินปูนบนเทือกเขาภูพานมาอย่างยาวนานนับล้านปี ความพิเศษของน้ำตกแห่งนี้เริ่มต้นที่ต้นน้ำซึ่งไหลซึมออกมาจาก ชั้นหินทรายและหินดินดาน บนยอดเขาสูงชัน ก่อนจะไหลมารวมกันเป็นลำห้วยที่ใสสะอาดและเปี่ยมไปด้วยแร่ธาตุ สายน้ำนี้พัดผ่านผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์แล้วทิ้งตัวลงตามหน้าผาที่ลดหลั่นกันเป็นจังหวะ รวมทั้งหมด 9 ชั้นอย่างอัศจรรย์ โดยแต่ละชั้นมีระยะห่างและระดับความสูงที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดเสียงของสายน้ำกระทบโขดหินที่ไพเราะราวกับบทเพลงแห่งพงไพร ทัศนียภาพรอบข้างประกอบไปด้วยโขดหินรูปทรงประหลาดตาที่ถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนโค้งมน ผสานกับสีเขียวชอุ่มของเทือกเขาที่โอบล้อมน้ำตกไว้อย่างมิดชิด พื้นที่โดยรอบของน้ำตกเก้าชั้นคือ ระบบนิเวศป่าดิบแล้งที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นักท่องเที่ยวจะได้พบกับความหลากหลายทางชีวภาพที่น่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ต้นไม้ยักษ์อายุนับร้อยปี ที่แผ่กิ่งก้านปกคลุมให้ร่มเงาตลอดทั้งวัน ตามโขดหินริมน้ำตกมักพบ มอสสีเขียวเข้มและเฟิร์นข้าหลวง ขึ้นปกคลุมหนาแน่นจนดูเหมือนพรมธรรมชาติ นอกจากความงามทางกายภาพแล้ว น้ำตกแห่งนี้ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและแมลงหายากนานาชนิด โดยเฉพาะ ผีเสื้อหลากสีสัน ที่มักจะลงมากินโป่งบริเวณริมน้ำในช่วงสายของวัน สร้างความประทับใจให้กับช่างภาพและผู้รักธรรมชาติอย่างมาก การเดินเท้าลัดเลาะไปตามชั้นต่างๆ ของน้ำตกไม่เพียงแต่เป็นการออกกำลังกาย แต่ยังเป็นการซึมซับพลังงานจากธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ช่วยให้จิตใจสงบและผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าได้อย่างดีเยี่ยม

[56/0][2025-09-14]

สำนักงานที่ดินจังหวัดสกลนคร สาขากุสุมาลย์ สำนักงานที่ดินจังหวัดสกลนคร สาขากุสุมาลย์ ตั้งอยู่ภายในศูนย์ราชการอำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นสถานที่ราชการรวมหลายหน่วยงาน บริการที่ดินของหน่วยงานนี้ครอบคลุมพื้นที่สองอำเภอหลัก คือ อำเภอกุสุมาลย์ และอำเภอโพนนาแก้วดำเนินงานด้านจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทางที่ดิน การรังวัด กำหนดเขตที่ดิน และงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเอกสารสิทธิ์ในที่ดินและโฉนด สำนักงานสาขานี้เคยได้รับการจัดตั้งให้เป็น “สำนักงานที่ดินจังหวัดสกลนคร ส่วนแยกกุสุมาลย์” เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556 ซึ่งเป็นการขยายบริการที่ดินให้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น ทำให้ประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องเดินทางไกลไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดสกลนครตัวเมือง

[16/0][2025-09-12]

วัดถ้ำพวง และพิพิธภัณฑ์หลวงปู่วัน อุตตโม วัดถ้ำพวง (Wat Tham Phuang) ตั้งอยู่บนยอดภูผาเหล็กซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพานอันอุดมสมบูรณ์ สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถานทั่วไป แต่เป็นอนุสรณ์สถานแห่งศรัทธาที่ พระอาจารย์วัน อุตตโม พระเกจิวิปัสสนากรรมฐานสาย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้บุกเบิกและจำพรรษาอยู่เป็นเวลานาน บรรยากาศโดยรอบถูกโอบล้อมด้วยแมกไม้หนาทึบและโขดหินธรรมชาติ ให้ความรู้สึกวิเวกและสงบสงัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายมาพักจิตใจและศึกษาธรรมะอย่างแท้จริง จุดที่เป็นหัวใจสำคัญของวัดคือ พิพิธภัณฑ์หลวงปู่วัน อุตตโม (Luang Pu Wan Uttamo Museum) ซึ่งเป็นอาคารหินอ่อนทรงจตุรมุข 2 ชั้น ที่ประดับตกแต่งด้วยศิลปะร่วมสมัยอย่างประณีตและวิจิตรบรรจง ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงประวัติและจริยวัตรอันงดงามของหลวงปู่ พร้อมทั้งเก็บรักษา เครื่องอัฐบริขาร และของใช้ส่วนตัวที่สะท้อนถึงชีวิตอันเรียบง่าย รวมถึงมีการประดิษฐาน หุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ ขนาดเท่าตัวจริงและ พระธาตุ ของท่านไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากความศรัทธาในตัวบุคคลแล้ว วัดแห่งนี้ยังมีชื่อเสียงระดับประเทศจากการเป็นที่ตั้งของ สังเวชนียสถาน 4 ตำบลจำลอง ที่ยิ่งใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในไทย โดยพื้นที่บนยอดเขาวัดถ้ำพวงได้จำลองสถานที่สำคัญจากอินเดียและเนปาล ได้แก่ สถานที่ประสูติ (ลุมพินีวัน), สถานที่ตรัสรู้ (พุทธคยา), สถานที่แสดงปฐมเทศนา (สารนาถ) และ สถานที่ปรินิพพาน (กุสินารา) การออกแบบสถาปัตยกรรมและเจดีย์จำลองเหล่านี้มีความงดงามและตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาอย่างน่าเลื่อมใส ทำให้ผู้ที่มาเยือนรู้สึกเหมือนได้เดินทางไปสักการะ ณ สถานที่จริงในแดนพุทธภูมิ ความโดดเด่นอีกประการคือ ถ้ำพวง ซึ่งเป็นถ้ำหินธรรมชาติที่มีความเย็นสบายตลอดปี ภายในประดิษฐาน พระพุทธรูปปางนาคปรก องค์ใหญ่ที่มีพุทธลักษณะงดงามเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางเพดานถ้ำหินธรรมชาติ การเดินชมวัดถ้ำพวงจึงไม่ใช่เพียงการมาทำบุญ แต่เป็นการสัมผัสกับ ทัศนียภาพอันกว้างไกลของเทือกเขาภูพาน และสูดอากาศบริสุทธิ์บนระดับความสูงที่หาได้ยากในภาคอีสาน ทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางที่ผสมผสานทั้งความสงบทางธรรมและความงดงามทางธรรมชาติได้อย่างลงตัวที่สุด

[444/0][2025-09-12]

ระเบียงดาว คอฟฟี่ ระเบียงดาว คอฟฟี่ ตั้งอยู่ในตำบลท่าแร่ อำเภอเมืองสกลนคร ใกล้กับชุมชนคาทอลิกเก่าแก่ชื่อดัง ตรงข้ามคฤหาสน์อุดมเดชวัฒน์ จุดเด่นคือมุมระเบียงไม้ทอดยาวกลางทุ่งนา เปิดรับวิวท้องฟ้ากว้างไกล สมชื่อ “ระเบียงดาว” ที่เหมาะสำหรับนั่งจิบกาแฟยามเช้า–เย็น พร้อมถ่ายภาพสวยๆ บรรยากาศอบอุ่น ร่มรื่นรายล้อมด้วยทุ่งนากว้าง เห็นวิวท้องฟ้าและเส้นขอบฟ้าอย่างชัดเจน เหมาะสำหรับการนั่งพักผ่อน ถ่ายรูป และชมพระอาทิตย์ตก เป็นคาเฟ่ที่คนในพื้นที่นิยมพาครอบครัวและเพื่อนฝูงมาพักผ่อน ร้านให้บริการทั้งกาแฟสด น้ำผลไม้ และเบเกอรี่แบบโฮมเมด รสชาติเรียบง่าย แต่เข้ากับบรรยากาศธรรมชาติ โดยมีเมนูแนะนำ เช่น อเมริกาโน่เย็น, ลาเต้ร้อน, มะนาวโซดา, เค้กช็อกโกแลต และฮันนี่โทสต์ นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารทานเล่นบางชนิดให้เลือก เหมาะกับผู้ที่ต้องการทั้งเครื่องดื่มและอาหารว่างเบาๆ

[308/0][2025-09-12]

คฤหาสน์อุดมเดชวัฒน์ คฤหาสน์อุดมเดชวัฒน์ (Udom Dejwat Mansion) หรือที่รู้จักกันในนาม "บ้านโบราณท่าแร่" ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างเก่าแก่ แต่เป็นอนุสรณ์สถานแห่งความเพียรพยายามและสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่าที่สุดในภาคอีสาน อาคารหลังนี้ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2475 โดย นายองเลื่อง โสรินทร์ (ต้นตระกูลอุดมเดชวัฒน์) ซึ่งเป็นคหบดีผู้มั่งคั่งและเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชาวคริสต์ในชุมชนท่าแร่ ตัวอาคารได้รับอิทธิพลอย่างชัดเจนจาก สถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสยุคอาณานิคม ผสมผสานกับ เอกลักษณ์ของช่างฝีมือชาวเวียดนาม ที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ความมหัศจรรย์ของอาคารหลังนี้อยู่ที่ โครงสร้างผนังรับน้ำหนัก ซึ่งเป็นการก่ออิฐถือปูนที่มีความหนาเป็นพิเศษ โดย ไม่มีการใช้เสาเข็มหรือเหล็กเส้น แม้แต่เส้นเดียว แต่ใช้วัสดุพื้นถิ่นอย่าง ปูนขาว ทราย และยางบง เป็นส่วนผสมหลักในการยึดเกาะ จนสามารถยืนหยัดมั่นคงผ่านกาลเวลามาได้นานกว่า 90 ปี โดยไม่มีการทรุดตัวที่ผิดปกติ สิ่งที่น่าทึ่งและสะท้อนถึงความมั่งคั่งในอดีตคือ มหากาพย์การขนส่งวัสดุ โดยเฟอร์นิเจอร์ไม้โอ๊ค โคมไฟระย้า และกระเบื้องตกแต่งบางส่วนถูก สั่งนำเข้ามาจากประเทศฝรั่งเศส โดยทางเรือข้ามมหาสมุทรมาขึ้นที่ท่าเรือกรุงเทพฯ จากนั้นต้องลำเลียงผ่านรถไฟมายังจังหวัดนครราชสีมา และใช้ขบวน เกวียนกว่าร้อยเล่ม บรรทุกข้าวของผ่านเส้นทางทุรกันดารและป่าทึบกินเวลานานหลายเดือนกว่าจะถึงหมู่บ้านท่าแร่ นอกจากนี้ บริเวณ ซุ้มประตูและหน้าต่างทรงโค้ง ยังมีการประดับตกแต่งด้วย ลวดลายปูนปั้นที่ประณีต ซึ่งเป็นศิลปะแบบตะวันตกที่หาดูได้ยากในยุคนั้น พื้นภายในปูด้วย ไม้แผ่นใหญ่พิเศษ ที่ยังคงความแน่นและเงางาม ปัจจุบันพื้นที่ชั้นล่างได้รับการรีโนเวทให้เป็นคาเฟ่ ซึ่งทายาทรุ่นปัจจุบันตั้งใจให้เป็น พื้นที่กึ่งพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศความหรูหราในอดีต พร้อมเรียนรู้วิถีชีวิตและความศรัทธาของชาวท่าแร่ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสถาปัตยกรรมระดับโลกหลังนี้

[99/0][2025-09-12]

โค้งปิ้งงู โค้งปิ้งงู (Ping Ngu Curve) ไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางคมนาคมหลักที่เชื่อมระหว่างจังหวัดสกลนครและกาฬสินธุ์เท่านั้น แต่ยังเป็นสถาปัตยกรรมทางถนนที่สะท้อนถึงความพยายามในการเอาชนะอุปสรรคทางธรรมชาติบน เทือกเขาภูพาน เส้นทางนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเคยเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับการเดินทางเนื่องจากความลาดชันและโค้งที่หักศอกติดกันหลายจุด จนกระทั่งมีการปรับปรุงภูมิทัศน์และขยายช่องทางจราจรให้มีความปลอดภัยและสวยงามระดับประเทศ โดยไฮไลท์ที่ห้ามพลาดคือบริเวณ หมวดทางหลวงคำหอม ที่ได้รับการตกแต่งให้เป็นจุดพักรถและจุดชมวิวที่สมบูรณ์แบบ มีการจัดสวนหย่อมขนาดใหญ่ที่มองลงมาจะเห็นเป็น รูปเลขเก้าไทย (๙) สีทองอร่ามท่ามกลางแมกไม้สีเขียวขจี เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ในแง่ของประสบการณ์การท่องเที่ยว การเดินทางผ่านโค้งปิ้งงูจะมอบความรู้สึกเหมือนการขับรถไปบนสันหลังของงูยักษ์ที่เลื้อยลัดเลาะไปตามไหล่เขา นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับ อุโมงค์ต้นไม้ ที่ร่มรื่นตลอดสองข้างทาง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ความเขียวขจีจะสดใสเป็นพิเศษ และในช่วงฤดูหนาวที่จะมี ทะเลหมอกจางๆ ปกคลุมถนนในยามเช้า นอกจากความงามของถนนแล้ว บริเวณรอบข้างยังมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่านานาชนิดและพันธุ์ไม้หายาก อีกทั้งยังมี น้ำตกคำหอม ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน ช่วยเพิ่มบรรยากาศความสดชื่นด้วยเสียงน้ำตกที่ไหลรินตลอดปี ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่นักเดินทางต้องจอดพักเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก และดื่มด่ำกับทัศนียภาพของ หนองหาร ที่มองเห็นได้จากระยะไกล

[253/0][2025-09-12]

ภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ผาผักหวาน ภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ผาผักหวาน (Prehistoric Paintings at Pha Phak Wan) ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน ซึ่งเป็นแนวเทือกเขาหินทรายที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงการปรับตัวของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในยุคหินใหม่ตอนปลายจนถึงยุคโลหะ (ประมาณ 3,000 - 5,000 ปีมาแล้ว) โดยลักษณะของแหล่งที่พบเป็น "เพิงหิน" ที่เกิดจากการทรุดตัวและกัดเซาะของชั้นหินทรายหมวดภูพาน ทำให้เกิดชะง่อนผาที่ใช้กำบังแดดและฝนได้เป็นอย่างดี ซึ่งมนุษย์โบราณมักใช้พื้นที่ลักษณะนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อมากกว่าการอยู่อาศัยแบบถาวร ความโดดเด่นที่สุดของผาผักหวานคือการใช้เทคนิค "สีระบาย" โดยใช้สีแดงจากแร่ดินเทศหรือเฮมาไทต์ ซึ่งเป็นสินแร่เหล็กที่หาได้ง่ายในพื้นที่ ผสมกับสารยึดเกาะธรรมชาติ เช่น ยางไม้หรือไขมันสัตว์ ภาพเขียนที่ปรากฏแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่ม กลุ่มที่สำคัญที่สุดคือกลุ่มภาพสัตว์ที่มีลักษณะคล้าย "พญากระรอก" หรือ "ตัวกินมด" (ซึ่งนักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่าอาจเป็นสัตว์พื้นเมืองที่สูญพันธุ์ไปแล้วหรือสัตว์ในจินตนาการที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรม) โดยมีการวาดให้เห็นโครงร่างส่วนตัวและส่วนหางที่พองฟูอย่างชัดเจน นอกจากกลุ่มสัตว์แล้ว ยังพบภาพลายเส้นเรขาคณิต ที่ซับซ้อน เช่น ลายเส้นขนาน เส้นหยัก และสัญลักษณ์คล้ายแผนผังหรือปฏิทินโบราณ ซึ่งแสดงถึงพัฒนาการทางสติปัญญาและการสื่อสารด้วยสัญลักษณ์ที่มีความหมายเฉพาะกลุ่ม นอกจากนี้ บริเวณผาผักหวานยังมีความสำคัญในเชิงธรณีวิทยา เนื่องจากตั้งอยู่บนลานหินขนาดกว้างที่มีการกัดเซาะของน้ำและลมจนเกิดเป็นปุ่มหินและหลุมกุมภลักษณ์ ขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป สภาพป่ารอบๆ เป็นป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณที่ยังคงความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีพรรณไม้เด่นคือ "ผักหวานป่า" ซึ่งเป็นที่มาของชื่อหน้าผาแห่งนี้ การศึกษาในเชิงลึกยังพบร่องรอยการกะเทาะหินและเศษภาชนะดินเผาในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งบ่งชี้ว่าพื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเชื่อมต่ออารยธรรมระหว่างแอ่งสกลนครและแอ่งโคราช การเข้าชมผาผักหวานจึงไม่ใช่เพียงการดูภาพวาด แต่เป็นการทำความเข้าใจวิวัฒนาการของมนุษย์ที่พยายามส่งต่อความเชื่อและเรื่องราวผ่านกาลเวลามานานหลายพันปีบนผนังหินทรายอันมั่นคง

[306/0][2025-09-04]

วัดป่าภูริทัตตถิราวาส วัดป่าภูริทัตตถิราวาส (Wat Pa Phurithatthirawat) หรือที่บรรดาศิษยานุศิษย์เรียกขานกันอย่างคุ้นเคยว่า วัดป่าหนองผือ ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่เป็น "สัปปายะ" อย่างยิ่ง ณ บ้านหนองผือ ตำบลนาใน สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่วัดป่าทั่วไป แต่คือ จุดกำเนิดและศูนย์กลางการเผยแผ่ธรรม ของสายวิปัสสนากรรมฐานที่สำคัญที่สุดในประเทศไทย ความสำคัญระดับประวัติศาสตร์นี้สืบเนื่องมาจากเมื่อครั้งที่ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้รับการนิมนต์จากพระอาจารย์หลุย จันทสาโร ให้มาจำพรรษาที่นี่ในช่วงปี พ.ศ. 2488 ซึ่งในช่วงเวลานั้น ท่านพระอาจารย์มั่นมีอายุย่างเข้าสู่วัยชรามากแล้ว แต่ท่านก็ได้ใช้เวลา 5 ปีสุดท้ายก่อนละสังขาร สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับกองทัพธรรม โดยมีศิษย์เอกอย่าง หลวงปู่เทสก์ เทสรงสี, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร, หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน และอีกหลายรูปมารับการอบรมสั่งสอนอย่างใกล้ชิด สถาปัตยกรรมและสิ่งก่อสร้างภายในวัดถูกออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติและเน้น ความเรียบง่ายตามอริยประเพณี โดยมี พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ที่งดงามและสงบเงียบ ภายในบรรจุอัฐิธาตุที่กลายเป็นพระธาตุหลากสีสัน รวมถึงฟันและเส้นเกศาของท่านพระอาจารย์มั่น พร้อมทั้งมีการจัดแสดงรูปหล่อประดิษฐานในท่าวิปัสสนาเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้น้อมระลึกถึงธรรมเทศนาที่ท่านเคยพร่ำสอน สิ่งที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของวัดอีกประการหนึ่งคือ กุฏิไม้เก่า ซึ่งเป็นที่พำนักจริงของท่าน ตัวอาคารเป็นไม้ยกพื้นสูงมุงสังกะสีแบบโบราณที่ยังคงกลิ่นอายความวิเวกไว้อย่างครบถ้วน ภายในกุฏิมีการเก็บรักษาอัฐบริขาร เช่น บาตร จีวร และเครื่องใช้ที่แสดงถึงความ มักน้อยสันโดษ ไว้อย่างเป็นระเบียบ นอกจากส่วนของพิพิธภัณฑ์แล้ว พื้นที่โดยรอบของวัดป่าหนองผือยังเป็นพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติอย่างเคร่งครัด บริเวณทางเดินเชื่อมระหว่างกุฏิแต่ละหลังจะเป็น ทางเดินจงกรม ที่โรยด้วยทรายสะอาดสะท้อนถึงการปฏิบัติบูชาที่ทำเป็นกิจวัตร ตลอดแนวป่าจะเห็นเงาไม้ใหญ่และเสียงนกร้องที่ช่วยเกื้อหนุนให้จิตใจของผู้มาเยือนหลุดพ้นจากความวุ่นวายภายนอก การมาที่นี่จึงเปรียบเสมือนการย้อนเวลาไปสู่ยุคที่ธรรมะเฟื่องฟูที่สุดยุคหนึ่ง และเป็นการเติมพลังทางจิตวิญญาณผ่านการสัมผัสร่องรอยแห่งความเพียรของมหาบุรุษผู้เป็นบิดาแห่งพระป่าไทย อย่างแท้จริง

[80/0][2022-07-28]

วัดถ้ำผาแด่น วัดถ้ำผาแด่น (Wat Tham Pha Daen) ถือเป็นหนึ่งในอัญมณีเม็ดงามแห่งเทือกเขาภูพานที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานกว่าร้อยปี โดยในอดีตสถานที่แห่งนี้มีความวิเวกและเงียบสงบอย่างมาก จนได้รับเลือกให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของเหล่าพระเกจิอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐานชื่อดังหลายรูป รวมถึงหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่เคยแวะเวียนมาพำนักเพื่อบำเพ็ญภาวนา พื้นที่ของวัดตั้งอยู่บนพื้นที่สูงที่โอบล้อมด้วยป่าไม้เบญจพรรณอันอุดมสมบูรณ์ ทำให้มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี เอกลักษณ์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องหลั่งไหลมาที่นี่คือ งานพุทธศิลป์บนก้อนหินทราย ซึ่งเป็นการเนรมิตหน้าผาหินธรรมชาติให้กลายเป็นประติมากรรมแกะสลักที่มีความละเอียดลออและอ่อนช้อย โดยฝีมือช่างแกะสลักที่บรรจงสร้างสรรค์ภาพจำลองพุทธประวัติ ตั้งแต่ประสูติ ตรัสรู้ จนถึงปรินิพพาน นอกจากนี้ยังมีรูปแกะสลักอริยสงฆ์ไทยที่มีชื่อเสียง และภาพจำลองเขาพระสุเมรุตามคติความเชื่อเรื่องจักรวาลวิทยาของชาวพุทธ อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่ตั้งเด่นเป็นสง่าคือ พระพุทธรูปปางนาคปรกสีทองอร่าม ขนาดใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่บนยอดหน้าผาหิน ซึ่งบริเวณใต้ฐานนาคปรกยังมีการแกะสลักตัวละครในวรรณคดีและสัตว์ป่าหิมพานต์ไว้อย่างวิจิตรบรรจง พื้นที่โดยรอบวัดยังได้รับการปรับปรุงให้เป็นสวนป่าในวรรณคดี ที่มีการนำมอสและพรรณไม้เมืองหนาวมาปลูกสลับกับก้อนหินทรายขนาดใหญ่ พร้อมระบบพ่นละอองน้ำจำลองม่านหมอกตลอดทั้งวัน สร้างบรรยากาศที่ดูขรึมขลังและร่มรื่นราวกับสรวงสวรรค์ นอกจากความสวยงามทางสถาปัตยกรรมแล้ว วัดถ้ำผาแด่นยังเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดในจังหวัดสกลนคร โดยจากบริเวณลานชมวิว นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นทัศนียภาพของตัวเมืองสกลนครได้แบบกว้างไกล รวมถึงมองเห็นความยิ่งใหญ่ของทะเลสาบหนองหาร ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ซึ่งภาพทิวทัศน์ที่สวยงามนี้เปรียบเสมือนรางวัลแด่ผู้ที่เดินทางมาเยี่ยมชมความอัศจรรย์ของศรัทธาและความงามบนยอดเขาแห่งนี้

[81/0][2016-03-31]

ครามสกล ครามสกล คือ ธุรกิจค้าผ้าฝ้ายย้อมคราม ทอมือ ที่เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ประกอบการที่มีความรัก หลงไหล ในผ้าฝ้ายย้อมคราม ทอมือของจังหวัดสกลนคร ผ้าคราม คือ ผ้าย้อมสีธรรมชาติจากคราม บริเวณที่ผลิตกันมากจะอยู่ในแถบพื้นที่จังหวัดสกลนครซึ่งเป็นแหล่งที่ยอมรับว่าเป็นแหล่งผลิตผ้าย้อมครามที่มีคุณภาพ ลวดลายสวยงาม รวมทั้งมีสีสัน รูปแบบที่เฉพาะตัว นอกจากนี้ ชุมชนที่อยู่ในท้องถิ่นมีความรู้และทักษะในการทอผ้าและการย้อมด้วยสีธรรมชาติจากครามเพื่อใช้เองภายในครัวเรือนและใช้เป็นสินค้าเพื่อแลกเปลี่ยนกันมาช้านานแล้ว สิ่งนี้จึงถือว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นอันสวยงามอีกประการหนึ่ง  

[3276/0][2016-03-31]

กลุ่มแม่บ้านเกษตรบ้านโนนเรือสามัคคี ร้านขายของฝากที่ทำขึ้นจากโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ได้จัดทำผ้ามัดย้อม สีครามขึ้นมา หรือที่เรียกว่า ผ้าย้อมคราม ผลิตและจำหน่าย ผ้าฝ้ายย้อมครามเเละสีธรรมชาติ เช่น ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ ผ้าพื้นกระเป๋า เเละผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้าคราม   

[1726/0][2016-03-31]

ฟาร์มฮัก สกลนคร ฟาร์มฮัก (Farm Hug) หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ "ฟาร์มแกะสกลนคร" เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agritourism) ที่มีชื่อเสียงและใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว้างขวางริมถนนนิตโย เส้นทางหลักที่เชื่อมระหว่างสกลนครและนครพนม สถานที่แห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นภายใต้แนวคิด "ฟาร์มแห่งความรัก" ที่ต้องการสร้างพื้นที่พักผ่อนสำหรับครอบครัวและนักเดินทาง โดยเน้นการตกแต่งสไตล์คาวบอยตะวันตก (Western Farm) ผสมผสานกับวิถีชีวิตเกษตรกรรมสมัยใหม่ โดดเด่นด้วยกังหันลมยักษ์สีขาวและทุ่งหญ้าสีเขียวที่ตัดกับท้องฟ้ากว้าง ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดเช็คอินที่พลาดไม่ได้สำหรับผู้ที่มาเยือนดินแดนแห่งธรรมะและธรรมชาติอย่างจังหวัดสกลนคร พื้นที่ภายในฟาร์มถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน เริ่มต้นจากโซนฟาร์มปศุสัตว์ขนาดเล็ก ซึ่งมี "ฝูงแกะ" เป็นพระเอกหลัก นักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าไปสัมผัสความน่ารักและป้อนอาหารแกะได้อย่างใกล้ชิดในบรรยากาศที่เป็นกันเอง นอกจากนี้ยังมีสัตว์ชนิดอื่น เช่น กระต่าย และฝูงนก ที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีในพื้นที่ที่สะอาดและปลอดภัย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทำกิจกรรมนันทนาการเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน บรรยากาศรอบๆ ยังเต็มไปด้วยสวนดอกไม้ตามฤดูกาลและมุมถ่ายรูปที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีต ไม่ว่าจะเป็นรถแทรกเตอร์คลาสสิก หุ่นฟางยักษ์ หรือทางเดินไม้ที่ทอดยาวผ่านทุ่งหญ้า ในส่วนของด้านอาหารและเครื่องดื่ม ฟาร์มฮักมีชื่อเสียงระดับประเทศในฐานะแหล่งรวมวัตถุดิบชั้นเลิศอย่าง "เนื้อโคขุนโพนยางคำ" เกรดพรีเมียม (Thai-French Beef) ซึ่งเป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดสกลนคร ร้านอาหารที่นี่เสิร์ฟสเต็กเนื้อคุณภาพดีที่มีความนุ่มและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ โดยผ่านการปรุงจากเชฟผู้เชี่ยวชาญ นอกจากเมนูตะวันตกแล้ว ยังมีอาหารพื้นเมืองอีสานรสชาติจัดจ้าน และเมนูฟิวชั่นที่นำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาสร้างสรรค์ใหม่ ในขณะที่คอฟฟี่ช็อปของฟาร์มก็พร้อมให้บริการกาแฟสดรสเข้มข้นและเบเกอรี่โฮมเมด ท่ามกลางการตกแต่งร้านที่เน้นของสะสมวินเทจ มอบความรู้สึกผ่อนคลายและอบอุ่นเหมือนนั่งพักผ่อนอยู่ในบ้านไร่ต่างประเทศ นอกจากจะเป็นที่เที่ยวและที่กินแล้ว ฟาร์มฮักยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการสนับสนุนสินค้าชุมชน (OTOP) ภายในโซนร้านขายของที่ระลึก นักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของสกลนครได้หลากหลาย เช่น ผ้าย้อมครามธรรมชาติที่มีลวดลายประณีต ข้าวฮางงอก (ข้าวสารแปรรูปภูมิปัญญาชาวผู้ไท) และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากฟาร์มอีกมากมาย ด้วยความครบวงจรทั้งการเป็นแหล่งเรียนรู้ ร้านอาหารระดับพรีเมียม และจุดพักผ่อนที่สวยงาม ฟาร์มฮักจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดแวะพักรถ แต่เป็นจุดหมายปลายทางที่สะท้อนถึงศักยภาพการท่องเที่ยวและวิถีชีวิตที่มีเสน่ห์ของจังหวัดสกลนครได้อย่างสมบูรณ์แบบ

[62/0][2016-03-30]

ผ้าภูไทรุณณี ชุมชนหมู่บ้านทอผ้าคราม ผ้าฝ้ายเข็นมือ ย้อมคราม ผ้าย้อมเปลือกไม้ เเละย้อมสีจากธรรมชาติ หลากหลายสีสันมากมาย ที่ทำมาจากชาวบ้านในหมู่บ้าน ร่วมมือร่วมใจตั้งใจทำ ย้อมออกมาเเล้วลวดลายดูเป็นธรรมชาติ มีหลากหลายสินค้าให้เลือกไม่ว่าจะเป็น ผ้าพันคอ ผ้าห่ม เสื้อ ผู้ชาย เเละ ผู้หญิง รวมถึงกระโปรงเเนวๆ อีกมากมาย   

[2794/0][2016-03-30]